การสัมมนาศิษยาภิบาลแห่งหน่วยงานมิสชั่นเมทอดิสต์ในประเทศไทย
วันอังคารที่ 7 มิถุนายน ค.ศ. 2005
การอบรมด้านการอภิบาลศิษย์
|
|
วันอังคารที่
7 มิถุนายน ค.ศ. 2005 |
|
0900 |
นมัสการ |
|
0930 |
การอธิษฐานส่วนตัวในชีวิตศิษยาภิบาล
โดย ศาสนาจารย์วี บุน ฮัป |
|
1030 |
พักรับประทานอาหารว่าง |
|
1100 |
พันธกิจการอธิษฐานในคริสตจักร
โดย ศาสนาจารย์วี บุน ฮัป |
|
1230 |
พักรับประทานอาหารกลางวัน |
|
1400 |
การอบรมด้านการอภิบาลศิษย์ในการดูแลและให้คำปรึกษา
ตอนที่ 1
โดย แดนนี อึ๊ง |
|
1500 |
พักรับประทานอาหารว่าง |
|
1530-1700 |
การอบรมด้านการอภิบาลศิษย์ในการดูแลและให้คำปรึกษา
ตอนที่ 2
โดย แดนนี อึ๊ง |
|
ศาสนาจารย์วี
บุน ฮัป ประธานสภาภาคภาษาอังกฤษ
(วาระปัจจุบัน)
สหคริสตจักรเมทอดิสต์แห่งประเทศสิงคโปร์ |
มิสเตอร์แดนนี
อึ๊ง ประธานหน่วยงานให้คำปรึกษาคริสเตียนแบบ องค์รวมแห่งเอเชีย นักจิตวิทยาที่ปรึกษาแห่งศูนย์ให้คำปรึกษา แรฟเฟิลส์ โรงพยาบาลแรฟเฟิลส์
ประเทศสิงคโปร์
ผู้ก่อตั้งหน่วยงาน
Family
Connexion |
1.1
ศาสนศาสตร์ส่วนตัวในเรื่องการทนทุกข์
1.2
ระดับของความช่วยเหลือ
2.1
การทรงเรียกเพื่อให้การดูแล
2.2
ผู้ให้การดูแลคือใคร
2.3
ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับการให้การดูแล
2.4
ลักษณะนิสัยของผู้ให้การดูแล
3.1
การให้การดูแลแบบคริสเตียนคืออะไร
3.2
การทำงานของพระวิญญาณบริสุทธิ์ในการให้การดูแล
3.3
การใช้การอธิษฐานในการให้การดูแล
4.1
เป้าหมายในการให้การดูแล
4.2
การดูแลแบบองค์รวม
4.3
ลักษณะของการให้การดูแล
คือสิ่งใด
4.4
ทัศนคติของการให้การดูแล
4.5
หลุมพรางของการให้การดูแล
5.1
การยึดมั่นที่จะเป็นผู้ให้การดูแลที่สมบูรณ์
5.2
การให้คำมั่นที่จะดูแล (ห่วงใยเพียงพอที่จะสำแดงความห่วงใย: แบบฝึกหัดส่วนตัว)
6.1
การให้คำปรึกษาในยามวิกฤติ
6.2
การเยี่ยมเยียนตามโรงพยาบาล
6.3
ความทุกข์โศกเนื่องจากการเสียชีวิตของบุคคลอันเป็นที่รัก
1.1
ศาสนศาสตร์ส่วนตัวในเรื่องการทนทุกข์
1.1.1
พื้นฐานของการทนทุกข์ (ยอห์น 9:1 B 3)
1.1.2
กระบวนการของการทนทุกข์
1.1.3
การตอบสนองของเราต่อการทนทุกข์ (ยากอบ 1:2-4; 1 เปโตร 4:12-19)
1.2
ระดับของความช่วยเหลือ
1.2.1
การสามัคคีธรรม
เครือข่ายหลากหลาย
สิ่งแวดล้อมร่วม
การมองออกไปภายนอก
การมีจุดศูนย์กลางอยู่ที่กิจกรรม
1.2.2
การผูกมิตร
เสริมสร้างการหนุนใจซึ่งกันและกัน
โดยพุ่งจุดศูนย์กลางไปที่กิจกรรมและคริสตจักรให้มากขึ้น
1.2.3
การกลับคืนสู่สภาพเดิม
ไม่ได้เป็นสิ่งสำคัญในการแก้ไขปัญหา
ทำให้ผู้ได้รับการซ่อมสร้างมั่นคง
เพื่อส่งเสริมการเติบโตและความสามารถในการกลับสู่สภาพเดิม
การกำหนดทิศทางความสัมพันธ์: ผู้ให้การดูแลสนับสนุนบุคคลนั้น
1.2.4
การให้คำปรึกษาในยามวิกฤติ
การแก้ปัญหา
ระยะเวลาที่กำหนด
การซ่อมสร้างบุคคล
การกำหนดแนวทางความสัมพันธ์: ผู้ให้คำปรึกษาสนับสนุนผู้รับคำปรึกษา
2.1
การทรงเรียกเพื่อให้การดูแล
2.1.1
การดูแลเป็นพระบัญชา (ยอห์น 13:34-35)
2.1.2
เราต้องดูแลเอาใจใส่ทุกคน (ลูกา 10:25-37)
2.1.3
การดูแลเอาใจใส่เป็นแผนการของพระเจ้าเพื่อสนองตอบต่อความต้องการของผู้อื่น
(กาลาเทีย 6:2,10)
2.1.4
การดูแลเอาใจใส่เป็นงานที่คุ้มค่าและสร้างความพึงพอใจ
(มัทธิว 10:42; กาลาเทีย 6:9)
2.1.5
การดูแลเอาใจใส่เป็นหลักคำสอนของคริสต์ศาสนา (ยากอบ 13:34-35-1? เธสะโลนิกา 2:7-8)
2.2
ผู้ให้การดูแลคือใคร
2.2.1
ความรักต่อผู้อื่นเป็นการแสดงออกของความรอดของเรา
2.2.2
ความรักต้องแสดงออกเป็นการกระทำ (เอเฟซัส 4:14-16)
2.2.3
ความรักเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของเรา (ฮีบรู 3:13)
2.3
ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับการให้การดูแล
2.3.1
ผู้ให้การดูแลมีความสามารถพิเศษ
2.3.2
ฉันรู้สึกว่าไม่มีคุณสมบัติเพียงพอเพราะการให้การดูแลเป็นงานของผู้ที่มีประสบการณ์
2.3.3
ฉันรับผิดชอบในการทำให้บุคคลผู้นั้นดี/ดีขึ้น (1 โครินธ์ 3:6,7)
2.3.4
เราต้องสำนึกว่าตัวเราเป็นผู้ให้การดูแล (carers) มิใช่ผู้บำบัดรักษา (curers)
2.4
ลักษณะนิสัยของผู้ให้การดูแล
2.4.1
มีชีวิตที่อุทิศถวายอย่างเหมาะสมและสม่ำเสมอ
อธิษฐานอยู่เสมอ (ยากอบ 5:13-18)
พึ่งพาพระวิญญาณบริสุทธิ์
(ยอห์น 16:13-15)
อยู่ภายใต้สิทธิอำนาจของพระคัมภีร์
(สดุดี 19:7-10; 119:97-105)
2.4.2
อดทนและยอมรับ (อิสยาห์ 50:4-5)
2.4.3
เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่และมีใจต้อนรับขับสู้ (2 เปโตร 4:7-11)
2.4.4
เป็นนักหนุนใจ (ฮีบรู 10:19-25)
2.4.5
มองสิ่งต่างๆ ตามความเป็นจริง (อพยพ 18:13-24)
2.4.6
เป็นผู้ฟังที่ดี (อิสยาห์ 50:4-5)
3.1 การให้การดูแลแบบคริสเตียนคืออะไร
3.1.1
ต้องกระทำโดยคริสเตียน
3.1.2
เป็นการให้การดูแลที่มีพระคริสต์เป็นศูนย์กลาง
ซึ่งตั้งอยู่บนพื้นฐานของ
ก.
คำสอนจากพระคัมภีร์
ข.
การอธิษฐาน
ค.
การพึ่งพาพระวิญญาณบริสุทธิ์
คำนิยาม:
ลักษณะพื้นฐานของการให้คำปรึกษาแบบคริสเตียน
คือการจัดหาความบรรเทาและ/หรือทางออกให้แก่บุคคลที่อาจจะต้องการคำปรึกษา
อีกทั้งนำบุคคลนั้นให้ก้าวขึ้นไปอีกขั้นหนึ่ง
ไปสู่ความรู้ถึงความเป็นจริงแห่งความรักและพระคุณของพระเจ้า
-
อึ๊ง (1991)
3.1.3
วิธีการทางจิตวิทยาเริ่มเข้ามาเป็นที่นิยมเมื่อไร
3.1.3.1 ทัศนะที่มิใช่คริสเตียน
การสันนิษฐานด้านญาณวิทยา
(epistemological
assumption) ที่ว่าเหตุผลของมนุษย์เป็นแหล่งสูงสุดของความจริงทั้งมวล
ผู้ให้การดูแลสันนิษฐานว่าทักษะต่างๆ
ก่อให้เกิดวิกฤติต่อการช่วยเหลือ
อีกทั้งเน้นย้ำในเรื่องเทคนิคมากกว่าการเปิดเผยและการรักษาจากพระเจ้า
3.1.3.2 ทัศนะที่เน้นด้านจิตวิญญาณ
การเปิดเผยแทนที่เหตุผล
และบางทีก็อาจจะตรงข้ามกับเหตุผล
ทึกทักว่าความไม่สงบทางอารมณ์ทั้งมวลเป็นผลมาจากการฝ่าฝืนหลักการในพระคัมภีร์
3.1.3.3 ทัศนะแบบคู่ขนาน
ยอมรับทักษะของมนุษย์และการเปิดเผยจากพระเจ้าว่าเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับการให้คำปรึกษา
ยึดมั่นกับจุดยืนของคริสเตียน
และใช้ประโยชน์จากการค้นพบทางจิตวิทยา
อย่างไรก็ตาม
พวกเขาแยกกลวิธีทางจิตวิทยาและพระคัมภีร์ออกจากกัน
การเปิดเผยไม่เคยถูกย่อขนาด/ลดรูปลงเป็นเพียงเหตุผล
หรือเหตุผลก็ไม่สามารถถูกย่อขนาด/ลดรูปลงเป็นการเปิดเผย
พระเจ้าทรงประสงค์การเชื่อฟังต่อทั้งเหตุผลและการเปิดเผย (คาร์เตอร์, 1977)
3.1.3.4 ทัศนะแบบผสม
ผสมผสานพระคัมภีร์กับจิตวิทยา
พระเจ้าทรงเป็นผู้สร้างสรรค์การเปิดเผยและเหตุผล
ยอมรับว่าปัญหาทุกอย่างเกิดขึ้นเพราะความบาปที่กระทำกันในทุกแห่งหน
อย่างไรก็ตาม อาจจะมีปัญหาทางจิตวิทยาที่มิได้มีผลมาจากความบาปของแต่ละบุคคล
ตัวอย่างเช่น เราทุกคนตกอยู่ในพันธนาการของความบาป
แต่ความบาปส่วนบุคคลนั้นไม่จำเป็นจะต้องเป็นสาเหตุแห่งความยุ่งยากทางอารมณ์
3.1.4
แบบฝึกหัด
อภิปราย:
1.
ฉันจะรู้ได้อย่างไรว่า เขา/เธอเป็นคู่พระพรของฉัน คุณจะจัดการกับปัญหานี้อย่างไร
2. ทัศนะใดที่คุณคิดว่าบรรยายจุดยืนของคุณได้ดีที่สุด
จงให้เหตุผล
3.2 การทำงานของพระวิญญาณบริสุทธิ์ในการให้การดูแล
3.2.1
พระวิญญาณบริสุทธิ์ถูกอ้างถึงในฐานะเป็นองค์พระผู้ช่วย/พระผู้ประทานคำปรึกษาในพระธรรมยอห์น
14:16
3.2.2
พระองค์ทรงสามารถประทานบทบาทและหน้าที่ที่หลากหลายในขอบเขตแห่งสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในชีวิต
3.2.3
พระวิญญาณทรงทำให้เราสามารถอธิษฐานเพื่อคนอื่นได้
3.2.4
การรับผิดชอบต่อการเปลี่ยนแปลงด้านบุคลิกภาพอย่างแท้จริงทั้งมวล
อันข้องเกี่ยวกับการชำระให้บริสุทธิ์ (2 โครินธ์ 3:18)
3.2.5
พระวิญญาณบริสุทธิ์ประทานของประทานเพื่อใช้ในงานรับใช้พระเจ้า
(1 โครินธ์ 12:7-11)
3.2.6
พระวิญญาณทรงนำเราอย่างสม่ำเสมอจากพระคัมภีร์
มิใช่นอกเหนือจากพระคัมภีร์
3.3 การอธิษฐาน
3.3.1 การปลดปล่อยฤทธิ์อำนาจของพระเจ้า
(ยากอบ 5:16)
3.3.2
ผู้ให้การดูแลที่มีประสิทธิผลคือผู้ให้การดูแลที่อธิษฐาน
3.3.3
พันธกิจการให้การดูแลที่มีประสิทธิผลต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของการอธิษฐาน
3.3.4
การอธิษฐานเป็นแผนการสำคัญในการให้การดูแลแบบคริสเตียน
3.3.5
คริสเตียนมิได้อธิษฐานเพื่อแสวงหาสันติสุขในการกระทำ
แต่คริสเตียนสามารถวางใจในปฏิบัติการแห่งการอธิษฐานได้
3.3.6
การอธิษฐานเท่านั้นที่สามารถนำมาซึ่งสันติสุขอันแท้จริงได้
(ฟีลิปปี 4:6-7)
3.3.7
ข้อควรระวังในการใช้การอธิษฐานในทางที่ผิด
3.3.7.1 การอธิษฐานแบบหน้าซื่อใจคดหรือแสร้งอธิษฐาน
(สดุดี 66:18)
3.3.7.2 การอธิษฐานแบบไม่เชื่อ
(ยากอบ 1:5-8)
3.3.7.3 การอธิษฐานที่เต็มไปด้วยความขุ่นเคืองใจ
(มาระโก 11:23-25)
3.3.7.4 การอธิษฐานที่ยึดตัวเองเป็นศูนย์กลาง
(ยากอบ 4:3)
3.3.7.5 การอธิษฐานที่ไม่เป็นไปตามหลักพระคัมภีร์
(ยอห์น 15:7)
4.1
เป้าหมายในการให้การดูแล
4.1.1
เพื่อให้พวกเขามีจุดมุ่งหมายที่มีความหมายในชีวิต
ซึ่งให้ความหวังและความไว้วางใจ
4.1.2
เพื่อสร้างสะพานเชื่อมระหว่างบุคคลกับทัศนคติที่แตกต่างกัน
มากกว่าสร้างเครื่องกีดขวาง
4.1.3
เพื่อสนับสนุนความหวังที่เป็นไปได้
ด้วยการหนุนใจมากกว่าปฏิเสธความจริง
4.1.4
เพื่อช่วยพวกเขาให้มองเห็นความรักและพระหัตถ์ของพระเจ้าในชีวิต
4.2
การดูแลแบบองค์รวม
4.2.1
รวมบุคคลนั้นเข้าเป็นหนึ่งเดียวในด้าน
จิตวิญญาณ
ร่างกาย
อารมณ์
4.3
ลักษณะของการให้การดูแล
4.3.1
นั่นคือ
ความหนักแน่น
ความอดทน
การยอมรับ
การอุทิศตน
4.3.2
นั่นมิใช่
ความไม่เป็นธรรมชาติ/ไม่ใช่น้ำใสใจจริง
การครอบงำ
การวิพากษ์วิจารณ์
4.4
ทัศนคติของการให้การดูแล
|
ความเป็นทาส |
การเป็นผู้รับใช้ |
การเข้ามีส่วนร่วมมากเกินไป
รับเอาปัญหาของคนอื่นภายใต้สภาวะที่สูญเสียหรือทำลายเอกลักษณ์ของตัวเอง |
ความรู้สึกร่วมหรือเห็นอกเห็นใจรู้สึกร่วมกับคนอื่นขณะที่รักษามาตรการอันประเสริฐแห่งวัตถุประสงค์/ข้อเท็จจริง
รักษาเอกลักษณ์ของตัวคุณเอง |
ความหวานแบบผิวเผินและการพูดพล่ามชดเชยความขัดข้องใจหรือความโกรธด้วย
การปกปิดความรู้สึก |
ความจริงใจเป็นตัวของคุณเอง ทั้งๆ
ที่มีข้อบกพร่องหรือบาดแผล และกระทำสิ่งต่างๆ อย่างสอดคล้องและเหมาะสม |
|
ถูกหลอกใช้ ปล่อยให้คนอื่นหลอกใช้หรือใช้ความสัมพันธ์ ของคุณไปในทางที่ผิด |
สนองความจำเป็น มิใช่ความต้องการตรงไปตรงมาเกี่ยวกับความรู้สึก
พูดความจริงด้วยใจรัก |
การดูแลแบบบ่นครวญบ่น/คร่ำครวญเกี่ยวกับความสัมพันธ์แบบ ให้การดูแลของคุณ |
ทำอย่างตั้งใจเลือกที่จะมีความสัมพันธ์แบบให้การดูแล |
4.5
หลุมพรางในการให้การดูแล
4.5.1
การขาดเอกลักษณ์ส่วนตัว (ใช้เพื่อทดสอบระบบความเชื่อ)
4.5.2
มองบุคคล/ปัญหาว่ามีลักษณะเหมือนกัน (ทำการสันนิษฐานและตัดสิน)
4.5.3
มีความรู้สึกว่าเป็นผู้ที่อยู่เหนือกว่า (ทัศนคติแบบผู้ที่รู้คนเดียวและไม่รับฟังผู้อื่น)
4.5.4
เป็นทางระบายเพื่อปลดปล่อยความขัดข้องใจ (การหลบหนีจากความจริง)
4.5.5
มีวิธีเรียบง่ายและใช้สำนวนแบบคริสเตียน (เช่น จะอธิษฐานเผื่อ, ขอพระเจ้าอวยพร )
4.5.6
ขาดการรักษาความลับ
4.5.7
ผู้รับคำปรึกษาปฏิบัติต่อผู้ให้คำปรึกษาเสมือนคนใกล้ชิด
และ (ในทางกลับกัน) ผู้ให้คำปรึกษามีความรู้สึกเช่นเดียวกันต่อผู้รับคำปรึกษา
(transference
and counter-transference)
4.5.8
ออกจากระดับความลึกของตัวเอง (ทำสิ่งที่ตัวเองไม่มีความสามารถ/ไม่ถนัด)
4.5.9
ผลักดัน/บังคับผู้รับคำปรึกษามากเกินไป
4.5.10 พยายามมากเกินไปที่จะขจัดความเจ็บปวดให้บุคคลนั้น
แทนที่จะทำงานไปพร้อมๆ กับเขา/เธอ
4.5.11 เปิดบาดแผลมากกว่าจะช่วยรักษาเขา
4.5.12 ใช้สิ่งนี้เพื่อสนับสนุนอีโก้หรืออัตตาของตัวเราเอง
5.1
การยึดมั่นที่จะเป็นผู้ให้การดูแลที่สมบูรณ์
5.1.1
ผู้ให้การดูแลต้องรู้สึกเป็นห่วงเป็นใย
5.1.2
ผู้ให้การดูแลจำเป็นต้องมีความสัมพันธ์ที่สนิทสนมกับพระเจ้า
5.1.3
ผู้ให้การดูแลต้องรู้ข้อจำกัดของตัวเองและต้องสร้างขอบเขต
5.1.4
ผู้ให้การดูแลต้องอ่อนโยนต่อตนเอง (ไม่ตำหนิตัวเอง)
5.1.5
ผู้ให้การดูแลต้องการความช่วยเหลือและการหนุนใจ
5.2
การให้คำมั่นที่จะดูแล (ห่วงใยเพียงพอที่จะสำแดงความห่วงใย: แบบฝึกหัดส่วนตัว)
ก.
บอกความจำเป็นบางอย่างที่คุณเห็นในสังคมปัจจุบัน
__________________________________________________________________________________________________________________________________________
ข. ระบุของประทานที่พระเจ้าประทานแก่คุณ
__________________________________________________________________________________________________________________________________________
ค. ให้เขียนวิธีการที่นำไปปฏิบัติได้บางวิธีที่คุณสามารถแบ่งปันพระเจ้ากับผู้ไม่เชื่อได้
__________________________________________________________________________________________________________________________________________
ง. ระบุข้อพระคัมภีร์สำหรับการอุทิศถวายตัวของคุณ
__________________________________________________________________________________________________________________________________________
จ. ใช้เวลาอธิษฐานและอัญเชิญพระเจ้าเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการตัดสินใจของคุณ
__________________________________________________________________________________________________________________________________________
6.1 การให้คำปรึกษาในยามวิกฤติ
-
ทำการติดต่อ (อย่างรวดเร็วฉับพลัน)
-
ลดความกระวนกระวาย
-
มุ่งไปยังประเด็น
-
ประเมินหนทาง
ด้านจิตวิญญาณ
ส่วนตัว
ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล
ที่เพิ่มเข้ามา
-
วางแผนสำหรับการเข้าแทรกแซง
-
กระตุ้นปฏิบัติการ
-
การเตือนโดยตรงทางวาจา
-
การพยายามฆ่าตัวตายในอดีต
-
ใช้ยาเสพติดหรือแอลกอฮอล์
-
ความหดหู่ซึมเศร้า
-
ความทุกข์โศก
-
สภาวะทางสุขภาพ
-
การจัดเตรียมและวางแผน
-
เขาต้องติดต่อคุณก่อนพยายามจะทำสิ่งใด
-
ต้องให้เวลา 3
เดือนที่จะแก้ปัญหาให้ลุล่วง
-
เนื้อหาในสัญญาต้องเป็นลายลักษณ์อักษรและมีการลงนาม
-
ชี้ให้เขาเห็นผลลัพธ์ที่ตามมาของการกระทำนั้น
-
ให้มองไปยังสิ่งต่างๆ ในอนาคตในแง่บวกมากขึ้น (แสงสว่างทางปลายอุโมงค์) ให้ความหวังแก่เขา
-
ให้มองไปยังผู้คนที่ห่วงใย/พระพร/เหตุผลอื่นๆ
ที่จะมีชีวิตอยู่
-
เตือนเขาให้ระลึกถึงเหตุผลต่างๆ
ที่เขาไม่ฆ่าตัวตายก่อนหน้านี้
6.2
การเยี่ยมเยียนตามโรงพยาบาล
-
ปฏิบัติตามกฎและระเบียบของโรงพยาบาล
-
หาเวลาที่สะดวกสำหรับคนไข้
มิใช่สำหรับผู้ให้การดูแล
-
ตรวจสอบกับพนักงานประจำวอร์ดคนไข้ว่าอาการของเขา/เธอเป็นอย่างไร
-
ร่วมจัดตารางเวลากับคนอื่น ถ้าจำเป็น
-
ไม่จำเป็นต้องนำของไปเยี่ยม
ถ้าคุณไม่รู้จักคนไข้ดี/รู้จักเป็นการส่วนตัว
-
หลีกเลี่ยงไปเยี่ยมเยียนในเวลารับประทานอาหาร
-
พยายามอย่าใส่น้ำหอม
-
แต่งตัวดีแต่เรียบง่าย
-
ปิดเครื่องมือสื่อสารทุกชนิด
-
แนะนำตัวเอง
-
ได้รับรายละเอียดเกี่ยวกับเหตุการณ์ในอดีตเพียงเล็กน้อย
ให้หาข้อมูลก่อนเข้าเยี่ยมถ้าเป็นไปได้
-
ให้พุ่งความสนใจไปที่ความรู้สึกของคนไข้ในตอนนี้
และความห่วงกังวลของพวกเขา
-
พูดคุยเกี่ยวกับความต้องการในอนาคตและความกังวลของคนไข้
-
หนุนใจพวกเขาด้วยข้อพระคัมภีร์ที่เหมาะสมและถ้อยคำปลอบประโลมใจ
-
ใช้เวลาเยี่ยมประมาณ 10-15 นาที (อย่างมากที่สุด 30 นาที)
-
บอกล่วงหน้าว่าจะมาเยี่ยมอีกเมื่อไร
-
เคารพสมาชิกคนอื่นๆ
ของครอบครัวและเพื่อนฝูงของคนไข้ที่อาจอยู่ที่นั่น
-
มีความรู้สึกไวต่อความนัยของคนไข้ที่มิได้พูดออกมา
-
เสนอตัวอธิษฐานกับคนไข้ (ขออนุญาติคนไข้ก่อน)
-
เสนอตัวที่จะอยู่ช่วยคนไข้ตอนออกจากโรงพยาบาล
ถ้าพวกเขาต้องการความช่วยเหลือ
-
พยายามจัดผู้ให้การดูแลหนึ่งคนดูแลคนไข้คนหนึ่งคนใดเป็นการเฉพาะ
-
เสนอความช่วยเหลือที่ปฏิบัติได้
-
สานต่อการจัดการกับการปรับตัวของพวกเขา
ทั้งด้านร่างกาย จิตใจ และจิตวิญญาณ
-
ไม่ลืมที่จะติดต่อกันอีก
ระยะที่ 1 การสำรวจ การประเมิน
และการวางแผน
ก)
สร้างตัวช่วยทางประเพณีนิยมสำหรับการติดต่อสื่อสารที่มีประสิทธิผล
-
การสร้างความสามัคคี
ข)
การสำรวจสถานการณ์ที่เป็นปัญหา
-
การรวบรวมข้อมูล
-
การให้คำจำกัดความ/คำนิยามของปัญหา
ค)
กำหนดการประเมินแบบหลากมิติ
-
ในการนำเสนอปัญหา
-
ของปัญหาที่แท้จริง
-
ของสินทรัพย์และหนี้สิน
ง) การเพิ่มแรงจูงใจ
-
ยืนยันระดับของแรงจูงใจที่แสดงออกมา
จ) การจัดการเป้าหมายและการทำสัญญา
-
การกำหนดเป้าหมาย
-
การอธิบายความคาดหวังให้ชัดเจนและเข้าใจง่าย
-
การทำสัญญาและข้อผูกมัด
ระยะที่ 2 การดำเนินงานและการบรรลุเป้าหมาย
ก) เครื่องกีดขวางต่อการบรรลุเป้าหมาย
-
การต่อต้านของผู้รับคำปรึกษา
-
การต่อต้านการเปลี่ยนแปลง
-
เป้าหมายที่เคลือบคลุม/เป้าหมายที่ไม่อาจวัดได้หรือเป็นไปไม่ได้
ข)
ปฏิกิริยาตอบสนองอันเกี่ยวข้องสัมพันธ์กัน
-
ความขัดแย้งทางบุคลิกภาพ
-
ความขัดแย้งทางด้านคุณค่า
-
การชะงัก/ความล่าช้าส่วนบุคคล
-
บุคลิกภาพที่บิดเบือนหรือพลิกแพลง
ค)
การเพิ่มการตระหนักรู้ด้วยตัวเอง
-
การปฏิบัติและควบคุมดูแลความประพฤติ
-
การยืนยันและการสะท้อนกลับ
-
การสนับสนุนและความรับผิดชอบ
ง)
การใช้ประโยชน์จากเอกลักษณ์ของบุคคล
-
การทำตามแบบ
-
การแสดงบทบาท
-
การสะท้อนกลับ
-
การเปิดเผยตัวเอง
ระยะที่ 3 การดำเนินงานและการบรรลุเป้าหมาย
ก)
การเตรียมตัวสำหรับการสิ้นสุด
ข)
การกลับสู่สภาพเดิม
ค)
การประเมินผลลัพธ์และความก้าวหน้า
ง)
กำหนดการติดต่อในอนาคต
ปัญหาของการทนทุกข์
ปัญหาของความเจ็บปวด
(โดย ซี.เอส. ลูอิส)
เรามิได้ต้องการพระบิดาในสวรรค์ในฐานะที่เป็นเป็นปู่/ตาในสวรรค์มากนัก ผู้ซึ่งแผนการณ์ของพระองค์เพื่อจักรวาลเป็นอย่างที่พูดกันในตอนสิ้นสุดวันว่า ทั่วทุกคนได้รับความเพลิดเพลินสนุกสนาน
ผมอยากจะมีชีวิตอยู่ในจักรวาลที่ถูกปกครองแบบนั้น แต่เนื่องจากเป็นการชัดเจนยิ่งว่าผมมิได้อยู่ในจักรวาลแบบนั้น และอย่างไรก็ตาม เนื่องจากผมมีเหตุผลที่จะเชื่อว่าพระเจ้าทรงเป็นความรัก ผมจึงสรุปได้ว่าแนวคิดเรื่องความรักของผมต้องการการแก้ไข
ปัญหาการประนีประนอมระหว่างความทุกข์ของมนุษย์กับการดำรงอยู่ของพระเจ้าผู้ทรงเป็นความรักนั้น สามารถแก้ไขได้ตราบเท่าที่เรารวมความหมายเล็กๆ น้อยๆ ไว้กับคำว่า ความรัก อีกทั้งจำกัดพระปัญญาของพระองค์ด้วยสิ่งที่ดูเหมือนว่าเป็นความฉลาดสำหรับเรา
ภาพที่ร่างขึ้นเล่นๆ ยามว่างเพื่อทำให้เด็กเพลิดเพลินนั้น ศิลปินอาจจะมิได้ใช้ความพยายามมากนัก เขาอาจพอใจที่จะปล่อยให้มันเป็นอย่างนั้น แม้ว่ามันจะมิได้เป็นอย่างที่เขาตั้งใจจะให้เป็นอย่างแท้จริง แต่ในภาพที่สำคัญแห่งชีวิตของเขา อันเป็นงานที่เขารักนั้น แม้ว่าจะในวิธีที่แตกต่างกัน และด้วยความรู้สึกแรงกล้าอย่างที่ชายหนุ่มรักหญิงสาวหรือมารดารักบุตร นั่นคือเขาจะอุตสาหะอย่างไม่สิ้นสุด และไม่ต้องสงสัยเลยว่าเขาจะก่อปัญหาไม่สิ้นสุดแก่ภาพนั้นถ้ามันไวต่อความรู้สึก เราสามารถจินตนาการภาพที่ไวต่อความรู้สึกได้ นั่นคือหลังจากที่ถูกขัดและขูด อีกทั้งเริ่มทำใหม่นับสิบครั้งแล้ว ด้วยปรารถนาว่ามันจะเป็นเพียงภาพร่างด้วยนิ้วหัวแม่มือซึ่งการวาดนั้นเสร็จสิ้นภายในเวลาหนึ่งนาที ในทำนองเดียวกัน เป็นเรื่องธรรมดาสำหรับเราที่จะปรารถนาว่าพระเจ้าจะได้ทรงออกแบบจุดหมายปลายทางของชีวิตเราที่รุ่งโรจน์และยากลำบากน้อยลง แล้วเราก็ไม่อยากได้จุดหมายปลายทางเช่นนั้นมากขึ้น แต่กลับอยากได้น้อยลง
ความทุกข์ของคริสเตียน
บางทัศนะกล่าวว่า
-
พระเจ้าไม่มีความแน่นอน
-
พระเจ้ามิได้ทรงเป็นความรักอย่างที่เราทำให้พระองค์เป็น
-
พระเจ้าทรงพยายามจะสอนบทเรียนบางอย่างแก่คุณ
-
ชะตาชีวิตควบคุมสรรพสิ่งอยู่
-
พระธรรมยอห์น 9:1-31
-
กระบวนการให้เหตุผล PDD
-
พระธรรมยากอบ 1:2-4
-
พระธรรมโยบ 1:21-22
-
พระธรรมโยบ 2:9-10
-
พระธรรมยอห์น 3:30
-
พระธรรมฟีลิปปี 3:8-14
ผมเชื่อในพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์และกระทำกิจอยู่
ผู้ทรงได้ยินและตอบคำอธิษฐาน
แต่ผมก็เชื่อมั่นว่าผมต้องอนุญาตให้พระองค์มีสิทธิ์ที่จะครอบครองสูงสุด พระองค์ทรงอาจจะเลือกให้รางวัลความเชื่อของผมและการยอมจำนนต่อพระองค์ของผม
ด้วยการนำเอาความทุกข์ของผมไป หรือพระองค์อาจทรงเลือกที่จะไม่นำมันออกไปก็ได้
แต่กลับทรงใช้ความทุกข์นั้นเพื่อจะบรรลุพระประสงค์ใดก็ตามที่พระองค์ทรงมีต่อชีวิตผม
นายแพทย์ดไวท์ แอล. คาร์ลสัน
รายการสื่อสารแบบไร้เสียงของผู้ให้คำปรึกษา
|
สิ่งที่พึงปรารถนา |
|
สิ่งที่ไม่พึงปรารถนา |
|
|
|
|
|
·
การแสดงสีหน้า |
|
|
|
การสบตา
(เว้นแต่มีการกำหนดเงื่อนไขทางวัฒนธรรมไว้) |
|
หลีกเลี่ยงการสบตา |
|
ความอบอุ่นและห่วงใยสะท้อนออกมาจากการแสดงสีหน้า |
|
ระดับสายตาอยู่สูงกว่าหรือต่ำกว่าระดับสายตาของผู้รับคำปรึกษา
|
|
แสดงสีหน้าหลากหลายและมีชีวิตชีวาอย่างพอเหมาะพอควร |
|
การจ้องมองหรือตรึงสายตาอยู่ที่บุคคลหรือวัตถุสิ่งของ |
|
ผ่อนคลายริมฝีปากและยิ้มเป็นบางโอกาส |
|
เลิกคิ้วบ่อยเกินความจำเป็น
|
|
|
|
การหาว |
|
|
|
แสดงสีหน้าที่เข้มงวดหรือเย็นชา |
|
|
|
ยิ้มน้อยๆ
อย่างไม่เหมาะสม |
|
|
|
กัดริมฝีปาก |
|
|
|
|
|
·
ท่าทาง |
|
|
|
แขนและมือทั้งสองต้องแสดงออกพอประมาณ
นั่นคือแสดงกิริยาท่าทางให้เหมาะสม |
|
วางลำตัวแข็งเกร็ง
กอดอกแน่น |
|
โน้มตัวไปข้างหน้าเล็กน้อยเพื่อแสดงความสนใจ
แต่ทำแบบผ่อนคลาย |
|
หันข้างทำมุมไปทางผู้รับคำปรึกษา
(แทนที่จะหันหน้าพูดตรงๆ) |
|
|
|
มืออยู่ไม่เป็นสุข
(รวมถึงการตัดเล็บหรือทำความสะอาดกล้องยาสูบไปด้วยขณะพูด) |
|
|
|
ขยับตัวไปมาอย่างอึดอัดหรือนั่งโยกเก้าอี้ |
|
|
|
นั่งตัวงอหรือวางเท้าไว้บนโต๊ะ |
|
|
|
วางมือหรือนิ้วไว้เหนือปาก |
|
|
|
ใช้นิ้วชี้เพื่อเน้นหรือย้ำ |
การตอบสนองที่เห็นได้ชัด
มีการระบุการตอบสนองที่เห็นได้ชัดในหลายด้าน
ดังนี้
ก.
ตรวจสอบความเข้าใจของเรา
นั่นคือคำพูดตอบสนองที่ช่วยให้ผู้ให้คำปรึกษาได้รับความกระจ่างชัดว่า
พวกเขาได้ยินถ้อยคำของผู้รับคำปรึกษาอย่างถูกต้องหรือไม่
เช่น คุณหมายความว่า
คุณกำลังพูดว่า
ผมคิดว่าคุณกำลังพูดว่า
ใช่ไหมครับ
ข.
ทำความกระจ่างชัดแก่ความหมายของถ้อยคำที่ไม่คุ้นเคยหรือคลุมเครือ
เช่น ผู้รับคำปรึกษา: สามีฉันโหดร้ายกับฉัน
ผู้ให้คำปรึกษา: เขาโหดร้ายอย่างไรครับ
หรือ ผมไม่แน่ใจคำว่าโหดร้ายของคุณ
ช่วยอธิบายให้ชัดเจนหน่อยได้ไหม
ครับ
ค.
สำรวจพื้นฐานในการสรุปของผู้รับคำปรึกษา
เช่น ผู้รับคำปรึกษา: ภรรยาผมไม่รักผมแล้ว
ผู้ให้คำปรึกษา: อะไรทำให้คุณเชื่อว่าภรรยาคุณไม่รักคุณแล้วคะ
หรือ คุณสรุปได้อย่างไรว่าภรรยาคุณไม่รักคุณแล้วคะ
ง.
ช่วยผู้รับคำปรึกษาในการทำคำพูดของตนให้เป็นส่วนตัว
ให้สนใจที่
เรา (ในกลุ่ม) มากกว่าคำว่า พวกเขา ผู้คน หรือ บางคน
เช่น ผู้รับคำปรึกษา: สามีฉันไม่ช่วยทำงานบ้านเลย
ผู้ให้คำปรึกษา: จริงๆ
แล้วคุณรู้สึกขุ่นเคืองใจต่อสามีคุณที่เขาไม่ทุ่มตัวทำงานในวิธีที่คุณรู้สึกว่าเขาควรจะทำ
คุณต้องการความช่วยเหลือมากขึ้น
จ. ให้สนใจที่ ตรงนี้และขณะนี้
นั่นคือให้โยกย้ายความสนใจจากอดีตมาไว้ในปัจจุบัน
เช่น ผู้รับคำปรึกษา: (กลั้นน้ำตา) ตอนที่เขาบอกฉันว่ามันจบแล้ว
ว่าเขารักผู้หญิงอื่น
เอ้อ
ฉันเพียงแต่รู้สึกว่ามันเกิดขึ้นอีกแล้ว ฉันรู้สึกโดดเดี่ยวมาก
เหมือนกับชีวิตไม่มีใคร
ผู้ให้คำปรึกษา: นั่นต้องเจ็บปวดมาก (ผู้รับคำปรึกษาพยักหน้า
น้ำตาเอ่อล้นเบ้าตา)
ดิฉันอยากรู้ว่า
ตอนนี้คุณไม่มีความรู้สึกอย่างนั้นแล้ว ไม่มีแล้วในขณะนี้ใช่ไหมคะ (ผู้รับคำปรึกษาพยักหน้าเห็นด้วย)
ฉ. การดึงรายละเอียดที่เกี่ยวพันกับประสบการณ์ของผู้รับคำปรึกษาออกมา
ช. การดึงรายละเอีดเกี่ยวกับพฤติกรรมของการมีปฏิสัมพันธ์ออกมา
ทักษะในการสัมภาษณ์: การติดตามและการสำรวจ
ทักษะการติดตามและการสำรวจประกอบด้วย
1.
การพูดตอบสนองต่อไป
การพูดกระตุ้นในทันที เช่น ใช่ค่ะ อ๋อ
อึมมม และอะไรครับ
แต่อะไรคะ แล้ว
อะไรนะครับ
การตอบสนองแบบชี้แจง:
ผู้รับคำปรึกษา: ฉันทนกับวิธีที่เจ้านายที่ทำงานปฏิบัติต่อฉันไม่ไหวแล้ว
ผู้รับคำปรึกษา: ทนไม่ไหวแล้วหรือครับ
2.
การตอบสนองแบบตีความหมาย:
ผู้รับคำปรึกษา: ฉันอยากท่องหนังสือก่อนสอบครั้งนั้น
ฉันคิดว่าฉันจะต้องได้เกรดดีกว่านี้
ผู้รับคำปรึกษา: คุณคิดว่าการดูหนังสือก่อนสอบอาจจะทำให้คุณได้เกรดดีกว่าเดิม
3.
การตอบสนองต่อคำถามปลายปิดและคำถามปลายเปิด:
คำถามปลายปิด: คุณมีลูกกี่คนแล้วครับ
สามีคุณรู้สึกไม่ดีเกี่ยวกับสิ่งนั้นไหม
คำถามปลายเปิด: เล่าเรื่องลูกของคุณให้ผมฟังหน่อยสิครับ
สิ่งนั้นมีผลกระทบต่อสามีคุณอย่างไร
4.
การตอบสนองที่เห็นได้ชัด (ต้องบรรยายทักษะที่สำคัญไว้ข้างใต้)
5.
การพูดซ้ำ
6.
การสรุปการตอบสนอง
การหนุนใจ การตีความหมาย
และการสรุป
ปัญหาสำคัญ
ทำไม ผู้รับคำปรึกษาต้องการจะรู้ว่าคุณฟังพวกเขา ความตั้งใจ การถาม และทักษะอื่นๆ ช่วยทำให้ผู้รับคำปรึกษาเปิดเผย แต่การฟังอย่างถูกต้องผ่านทักษะการหนุนใจ การตีความหมาย และการสรุปนั้นมีความจำเป็นต่อการสื่อสารในแง่ที่ว่า คุณได้ยินคนอื่นอย่างครบถ้วนและชัดเจนจริงๆ
อะไร ต่อไปนี้คือทักษะการฟังอย่างถูกต้อง 3 ประการซึ่งช่วยสื่อสารความสามารถในการตั้งใจฟังของคุณ
1. การหนุนใจคือวิธีการหลากหลายของการใช้คำพูดและไม่ใช้คำพูด ที่ผู้ให้คำปรึกษาหรือผู้สัมภาษณ์สามารถใช้หนุนใจคนอื่นให้พูดคุยต่อไป สิ่งเหล่านี้รวมถึงการพยักหน้า การผายมือ การพึมพำแสดงการรับรู้เช่น อืมม และการพูดซ้ำคำสำคัญที่ผู้รับคำปรึกษาได้พูดออกมา
2. การตีความหมายเป็นการสะท้อนกลับไปยังผู้รับคำปรึกษาถึงสาระสำคัญของสิ่งที่เพิ่งพูดออกมา ด้วยการย่อความเห็นของผู้รับคำปรึกษาและทำให้ชัดเจนขึ้น การตีความหมายมิใช่การพูดตามหรือพูดขานรับ แต่เป็นการใช้คำพูดของคุณเองรวมทั้งคำพูดสำคัญของผู้รับคำปรึกษาด้วย
3. การสรุปคล้ายคลึงกับการตีความหมาย เว้นแต่ว่าใช้เวลานานกว่าและมีข้อมูลเข้ามาเกี่ยวข้องมากกว่า การสรุปอาจจะถูกใช้เพื่อเริ่มต้นหรือสิ้นสุดการสัมภาษณ์ เพื่อเปลี่ยนไปสู่หัวข้อใหม่ หรือเพื่อทำให้ประเด็นปัญหาหรือข้อความต่างๆ ของผู้รับคำปรึกษาที่ยาวและซับซ้อนนั้นชัดเจนขึ้น
กับใคร การตั้งใจฟังเป็นสิ่งจำเป็นยิ่งในการมีปฏิสัมพันธ์ของมนุษย์ทุกคน
ไม่ว่าจะเป็นการให้คำปรึกษา การซักถามคนไข้ของบุคลากรทางการแพทย์
หรือการประชุมตัดสินใจทางธุรกิจ เป็นสิ่งสำคัญที่จะต้องสังเกตว่า
กลุ่มวัฒนธรรมที่แตกต่างกันอาจจะมีรูปแบบการสบตาที่ต่างกัน
อีกทั้งพิจารณาการจ้องมองว่าเป็นความหยาบคายและก้าวร้าว เป็นต้น
ผู้สัมภาษณ์ที่เอาใจใส่จะตระหนักถึงความแตกต่างส่วนบุคคล
ความแตกต่างทางวัฒนธรรมและของกลุ่มต่างๆ อย่างสม่ำเสมอในแบบแผนการตั้งใจฟัง
และอะไร กฎระเบียบในการสัมภาษณ์ที่ง่ายและมักจะเป็นประโยชน์คือการต้องระลึกว่า
เมื่อคุณในฐานะผู้สัมภาษณ์สูญเสียหรือสับสนว่าจะต้องทำอะไร ให้ตั้งใจฟัง
ให้คุณขอร้องผู้รับคำปรึกษาให้แสดงความคิดเห็นต่อไปเกี่ยวกับบางสิ่งที่เพิ่งพูดหรือกล่าวเมื่อก่อนหน้านี้ในการสัมภาษณ์
การใช้ความไม่สนใจฟังเพื่อขัดจังหวะการพูดคุยในบางเรื่องของผู้รับคำปรึกษาและพุ่งเป้าไปยังการสัมภาษณ์อาจจะเป็นประโยชน์
การสังเกตและการสะท้อนความรู้สึก
ทำไม อารมณ์เป็นรากฐานแห่งประสบการณ์ชีวิตของเรา
ความคิดและการกระทำมากมายของเรามีสาเหตุมาจากอารมณ์
ถ้าเราสามารถระบุและจำแนกความรู้สึกของผู้รับคำปรึกษาได้
เราก็จะมีรากฐานสำหรับปฏิบัติการขั้นต่อไป
อะไร อาจมีการระบุอารมณ์และความรู้สึกผ่านทางการให้คำนิยามพฤติกรรมของผู้รับคำปรึกษาด้วยคำพูดที่เกี่ยวกับอารมณ์ความรู้สึก
เช่นความโกรธ ความสุข ความเศร้า ความหวาดกลัว หรือความสับสน
ผู้ให้คำปรึกษาจะต้องพัฒนาขบวนวิธีที่จะสังเกตและนิยามอารมณ์ของผู้รับคำปรึกษา
ความสำคัญในการนิยามความรู้สึกของผู้รับคำปรึกษาจะสังเกตสิ่งต่างๆ ต่อไปนี้
1.
คำพูดที่แสดงอารมณ์ซึ่งผู้รับคำปรึกษาพูดออกมา
2.
การแสดงนัยคำพูดที่แสดงอารมณ์ซึ่งจริงๆ
แล้วมิได้พูดออกมา
3.
อารมณ์ที่มิได้เอ่ยออกมาเป็นคำพูดที่เห็นได้จากการสังเกตการเคลื่อนไหวทางร่างกาย
4.
อารมณ์ที่แสดงออกมาเป็นคำพูดและไม่เป็นคำพูดซึ่งผสมปนเปกัน
อันอาจจะแสดงถึงความขัดแย้งหลายอย่าง
อย่างไร อาจจะมีการสังเกตอารมณ์โดยตรง
คุณอาจถามคำถามที่ดึงอารมณ์ออกมา (เช่น คุณรู้สึกเกี่ยวกับเรื่องนั้นอย่างไร คุณรู้สึกโกรธไหม) หรือคุณอาจจะสะท้อนความรู้สึกโดยตรงผ่านขั้นตอนต่างๆ
ต่อไปนี้
1.
เริ่มต้นประโยคด้วย คุณรู้สึก
ดูเหมือนคุณจะรู้สึก
คุณอาจจะรู้สึก
และอื่นๆ
ให้ใช้ชื่อของผู้รับคำปรึกษา
2.
อาจจะเพิ่มถ้อยคำแสดงความรู้สึกเข้าไป (เช่น เศร้า สุข ดีใจ)
3.
อาจจะเพิ่มบริบทเข้าไปโดยผ่านการตีความหมายหรือพูดย้ำเนื้อหาสำคัญ
เช่น ดูเหมือนคุณจะมีความสุขเกี่ยวกับการจัดอันดับที่ยอดเยี่ยมนั่นนะครับ
4.
ในหลายกรณี
การสะท้อนกลับในรูปปัจจุบันกาลจะมีพลังมากกว่าในรูปอดีตหรืออนาคต เช่น ตอนนี้คุณรู้สึกมีความสุข แทนที่จะพูดว่า คุณเคย หรือ คุณจะ มีความสุข
5.
เมื่อปฏิบัติตามการระบุความรู้สึกโดยนัยแล้ว
การตรวจสอบก็อาจจะเป็นประโยชน์ที่สุด เช่นประโยคที่ว่า ผมได้ยินคุณอย่างถูกต้องหรือเปล่าครับ หรือ นั่นใกล้เคียงไหมครับ สิ่งนี้จะทำให้ผู้รับคำปรึกษาแก้ไขให้คุณถ้าคุณได้ยินหรือเข้าใจไม่ถูกต้อง
หรือเข้าใจ/ได้ยินไม่ใกล้เคียงกับสิ่งที่เขา/เธอพูด
กับใคร การสะท้อนกลับของความรู้สึกอย่างรวบรัดอาจจะเป็นประโยชน์โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับเพื่อนฝูง ครอบครัว และผู้คนที่พบเจอในแต่ละวัน การสะท้อนกลับที่ลึกซึ้งกว่าและการเน้นย้ำที่หนักแน่นยิ่งขึ้นต่อทักษะนี้ อาจจะเหมาะสมในหลายสถานการณ์ของการให้คำปรึกษา แต่พวกเขาก็ต้องการผู้รับคำปรึกษาที่สื่อสารโดยใช้คำพูด ทักษะนี้อาจจะไม่เหมาะสมกับผู้รับคำปรึกษาที่มีพื้นฐานภูมิหลังทางวัฒนธรรมบางอย่าง และกับประสบการณ์ส่วนบุคคล
และอะไร ทักษะการสังเกตผู้รับคำปรึกษาจะพิสูจน์ว่ามีประโยชน์เป็นพิเศษต่อการปรับปรุงทักษะของคุณในการสะท้อนความรู้สึก
แนวคิดแห่งความเป็นรูปธรรมอาจจะเป็นประโยชน์ในการเสริมหรือเพิ่มเติมเข้าไปในการสะท้อนความรู้สึก
ตัวอย่างเช่น ดูเหมือนคุณจะโกรธสามี/ภรรยาคุณนะ
คุณลองยกตัวอย่างสถานการณ์ที่ทำให้คุณรู้สึกโกรธมาสักตัวอย่างหนึ่งได้ไหมคะ ด้วยการทำอย่างนี้
ความคิดและความรู้สึกอื่นๆ ของคุณก็อาจจะถูกระบุออกมา และคำถามที่ว่า สิ่งนี้มีความหมายต่อคุณอย่างไร อาจจะเป็นประโยชน์
เพียงเพราะคุณสังเกตความรู้สึกมิได้หมายความว่าความรู้สึกนั้นจะต้องสะท้อนออกมา
การสะท้อนกลับมากเกินไปอาจจะทำให้ความรู้สึกนั้นรุนแรงเกินไป
ผู้ให้คำปรึกษาบางคนพุ่งความสนใจไปที่ความรู้สึกในทางลบมากเกินไป
ให้เน้นที่ความรู้สึกในทางบวกด้วย! ณ ที่ซึ่งคุณค้นพบความรู้สึกในทางลบที่รุนแรง ก็จะมีความรู้สึกตรงกันข้ามในทางบวกที่มองไม่เห็นด้วยเช่นกัน
วลีและประโยคนำสำหรับคำพูดตอบสนองที่แสดงความเห็นใจ
|
อาจเป็นได้ว่าคุณกำลังรู้สึก
|
|
ฉันรับรู้ได้ว่าคุณ
|
|
ฉันอยากรู้นักว่า
หรือไม่ |
|
ถ้าฉันได้ยินคุณอย่างถูกต้องนะ
|
|
ฉันไม่แน่ใจว่าฉันฟังคุณอยู่หรือเปล่า แต่
|
|
สำหรับฉันแล้ว เหมือนคุณกำลังพูดว่า
|
|
ฉันเดาว่าฉันได้ยินว่า
|
|
ดังนั้น คุณจึงรู้สึก
|
|
แก้ให้ด้วยถ้าฉันผิด แต่ฉันรู้สึกว่า
|
|
ดังนั้น อย่างที่คุณเห็น
|
|
เห็นได้ชัดว่าคุณรู้สึก
|
|
คุณรู้สึก
|
|
ปรากฏว่าคุณรู้สึก
. |
|
ฟังดูราวกับคุณกำลังพูดว่า
|
|
บางทีคุณกำลังรู้สึก
|
|
ฉันอยากรู้ว่าคุณกำลังพูดว่า
ใช่ไหม |
|
บางทีคุณรู้สึก
|
|
ฉันได้ยินคุณพูดว่า
|
|
บางครั้งคุณคิดว่า
|
|
ดังนั้น ดูเหมือนคุณจะ
|
|
คุณรู้สึก
|
|
ดังนั้น จากที่คุณนั่งอยู่ตรงนั้น
|
|
ฉันไม่แน่ใจว่าฉันฟังคุณอยู่ คุณหมายความว่า
|
|
ตอนนี้คุณกำลังรู้สึก
|
|
ฉันไม่แน่ใจว่าฉันเข้าใจนะ คุณกำลังรู้สึก
|
|
ฉันเข้าใจว่าคุณกำลังรู้สึก
|
|
ดูเหมือนคุณจะ
|
|
ดูเหมือนข่าวสารของคุณจะเป็นว่า ________ |
|
อย่างที่ฉันได้ยิน คุณ
|
|
เมื่อได้ฟังคุณพูดแล้ว ดูราวกับว่า
|
|
คุณรู้สึกอย่างนั้นใช่ไหม |
|
ฉันเก็บความได้ว่าคุณกำลังรู้สึก
|
|
ฉันคิดว่าฉันได้ยินว่า
|
|
คุณถ่ายทอดข่าวสารของ
|
|
ให้ฉันลองดูสิว่าฉันฟังคุณอยู่หรือเปล่า
|
|
ถ้าฉันจับสิ่งที่คุณพูดว่า
|
|
ฉันรู้สึกว่า
|
|
ขณะที่ฉันคิดเกี่ยวกับสิ่งที่คุณพูด
ฉันรู้สึกว่าคุณกำลังรู้สึก
|
|
ข่าวสารที่ฉันได้รับคือว่า
|
|
สิ่งที่คุณกำลังพูดทำให้ฉันพบโดยบังเอิญว่า
|
|
จากสิ่งที่ฉันได้ยิน ฉันรู้สึกว่า
|
|
จากสิ่งที่คุณพูด ฉันเก็บความได้ว่าคุณกำลัง รู้สึก
|
พฤติกรรมการแสดงความสนใจ: พื้นฐานสู่การสื่อสาร
ทำไม พฤติกรรมการแสดงความสนใจทั้งสี่ประการมีเป้าหมายร่วมกันหนึ่งอย่าง
นั่นคือการตัดเวลาพูดของผู้สัมภาษณ์ในขณะที่ให้โอกาสผู้รับคำปรึกษาที่จะพูดคุย
และที่จะตรวจสอบประเด็นปัญหาต่างๆ
คุณไม่สามารถเรียนรู้เกี่ยวกับคนหรือปัญหาอื่นใดได้ในขณะที่กำลังพูดคุยอยู่! การขาดความสนใจอาจจะถูกใช้เพื่อหยุดการพูดคุยที่ไม่จำเป็นของผู้รับคำปรึกษา
ในช่วงเวลาใดก็ตามในระหว่างการสัมภาษณ์
อะไร พฤติกรรมการแสดงความสนใจประกอบด้วยมิติที่เรียบง่ายแต่ล่อแหลมสี่ประการ
คือ
1.
การสบตา ถ้าคุณกำลังพูดอยู่กับคน
จงมองดูพวกเขา
2.
ภาษากายที่แสดงความสนใจ โดยทั่วไปแล้ว
ผู้รับคำปรึกษารู้ว่าคุณสนใจพวกเขาถ้าคุณหันหน้าไปมองพวกเขาโดยตรง
โน้มตัวไปข้างหน้าเล็กน้อย แสดงสีหน้า อีกทั้งใช้ท่าทางที่สนับสนุนและให้กำลังใจ
3.
คุณภาพเสียงพูด
น้ำเสียงและอัตราการพูดบ่งชี้ได้มากว่าคุณรู้สึกเกี่ยวกับอีกคนหนึ่งอย่างไร
ขอให้คิดถึงว่ามีกี่วิธีที่คุณสามารถพูดว่า ฉันสนใจสิ่งที่คุณพูดจริงๆ ด้วยการเพียงแต่ใช้น้ำเสียงและอัตราการพูดของคุณ
4.
ความใกล้ชิด รักษาระยะห่างระหว่างผู้ให้คำปรึกษากับผู้รับคำปรึกษาประมาณสามถึงห้าฟุต
อย่างไร การแสดงความสนใจเเป็นเรื่องง่ายที่สุดถ้าคุณพุ่งความสนใจไปที่ผู้รับคำปรึกษามากกว่าตัวคุณเอง
ให้สังเกตว่าผู้รับคำปรึกษากำลังพูดเกี่ยวกับเรื่องอะไร ให้ถามคำถาม
และแสดงความคิดเห็นที่เกี่ยวพันกับประเด็นปัญหาของผู้รับคำปรึกษา ตัวอย่างเช่น
ผู้รับคำปรึกษา: ฉันสับสนมาก
ฉันติดสินใจไม่ได้ว่าจะเลือกเรียนวิชาเอกอะไรดี ระหว่างเคมี จิตวิทยา กับภาษา
ผู้สัมภาษณ์: (ที่ไม่สนใจ) เล่าเกี่ยวกับงานอดิเรกของคุณให้ผมฟังหน่อยซิ
คุณชอบทำอะไร หรือ คุณได้เกรดเท่าไร
ผู้สัมภาษณ์: (ที่สนใจ) เล่าให้ผมฟังมากกว่านี้หน่อยได้ไหม
หรือ คุณรู้สึกสับสนใช่ไหม หรือ เล่าให้ผมฟังหน่อยได้ไหมว่าทำไมคุณจึงสนใจวิชาเหล่านั้น
หรือ โอกาสในอนาคตในการเลือกเรียนวิชาเคมีตอนนี้สดใสนะ
คุณจะสำรวจวิชานั้นอีกหน่อยได้ไหม หรือ คุณอยากจะติดสินใจอย่างไรล่ะ
สังเกตว่าคำพูดตอบสนองแสดงความสนใจทั้งหมดนั้นดำเนินตามคำพูดของผู้รับคำปรึกษา
แต่ละคำตอบอาจนำไปในทิศทางที่แตกต่างกันมาก
ผู้สัมภาษณ์ต้องตระหนักถึงรูปแบบการแสดงความสนใจที่เลือกเฟ้นของตน
และวิธีที่พวกเขาอาจจะชี้นำการสัมภาษณ์โดยไม่รู้ตัว ท้ายที่สุดแล้ว คำพูดตอบสนองของผู้ให้คำปรึกษาที่ไม่สนใจอาจจะเป็นประโยชน์ได้ในบางบริบท
อย่างไร ได้อธิบายเรื่องการหนุนใจไว้ข้างต้นแล้ว
เป็นสิ่งสำคัญที่จะเสริมว่าสิ่งที่เรียกว่าการเน้นย้ำ อย่างง่ายๆ ของถ้อยคำสำคัญนั้น
สำคัญกว่าการปรากฏในการชำเลืองดูเพียงแวบหนึ่งมาก คำสำคัญที่ถูกกล่าวย้ำกลับไปยังผู้รับคำปรึกษาตามปกติแล้วจะนำไปสู่การที่ผู้รับคำปรึกษาจะบรรยายในรายละเอียดที่มากขึ้น
ในเรื่องที่ว่าถ้อยคำนั้นมีความหมายต่อเขาหรือเธออย่างไรหรือมากเพียงใด
ผู้สัมภาษณ์และผู้ให้คำปรึกษาพบว่าเป็นเรื่องน่าสนใจและบางครั้งก็ท้าทายที่จะสังเกตรูปแบบความสนใจที่เลือกเฟ้นแล้วของตน
ขณะที่พวกเขาใช้สิ่งนี้กับทักษะ ง่ายๆ ครั้งแรกนั้น
การตีความหมายเกี่ยวข้องกับมิติสี่ประการต่อไปนี้
1.
การใช้ส่วนต้นของประโยคในบางวิธีที่ผู้รับคำปรึกษาใช้ในการรับข้อมูลข่าวสาร
(วิธีทางโสตประสาท
จักษุประสาท และทางความเคลื่อนไหว) เช่น เห็นได้ชัดว่าคุณกำลังพูดว่า
2.
แนวคิดและตัวบอกที่สำคัญของผู้รับคำปรึกษาที่ถูกใช้เพื่อบรรยายสถานการณ์หรือบุคคลนั้น
ให้ใช้คำพูดของผู้รับคำปรึกษาสำหรับสิ่งต่างๆ ที่สำคัญที่สุด
3.
สาระสำคัญของสิ่งที่ผู้รับคำปรึกษาได้พูดในรูปแบบที่รวบรัด
ผู้สัมภาษณ์เปลี่ยนข้อความที่ยาวกว่าและสับสนหรือชุดของข้อความเหล่านั้นให้อยู่ในรูปแบบที่ค่อนข้างสั้น
4.
การตรวจสอบเพื่อความถูกต้อง
ให้ผู้สัมภาษณ์ตรวจสอบ ทั้งแบบแสดงนัยหรือแสดงออกมาอย่างชัดแจ้ง
เพื่อดูว่าการได้ยินนั้นถูกต้องแม่นยำหรือไม่ ดิฉันได้ยินคุณถูกต้องไหมคะ
การสรุปคล้ายคลึงกับการตีความหมาย
แต่ครอบคลุมระยะเวลาที่ยาวนานกว่า
กับใคร กับผู้รับคำปรึกษาคนใดก็ตาม
อย่างไรก็ตาม บางคนพบว่าการกล่าวซ้ำเป็นเรื่องน่าเบื่อและหลายคนก็ถามว่า ฉันเพิ่งพูดเรื่องนั้นไปแล้วไม่ใช่หรือ ดังนั้น เมื่อคุณใช้ทักษะนี้ คุณควรจะให้ความสนใจต่อทักษะของคุณในการสังเกตผู้รับคำปรึกษาด้วย
และอะไร ทักษะทั้งหมดเหล่านี้รวมถึงการฟังอย่างกระตือรือร้น
ด้วยการหนุนใจให้คนอื่นๆ ได้พูดอย่างอิสระ ทักษะต่างๆ นี้สื่อสารความสนใจของคุณ
และช่วยทำให้โลกของผู้รับคำปรึกษากระจ่างชัดขึ้น ทั้งต่อตัวคุณและต่อผู้รับคำปรึกษาเอง
สำหรับหลายคนแล้ว ชุดทักษะนี้เป็นชุดที่ยากที่สุดในเค้าโครงการอบรมขนาดย่อม (microtraining
framework)
- ทฤษฎีที่แตกต่างกันมีรูปแบบการใช้ทักษะที่แตกต่างกัน - สถานการณ์ที่แตกต่างกันจำเป็นต้องมีรูปแบบการใช้ทักษะที่แตกต่างกัน - กลุ่มวัฒนธรรมที่แตกต่างกันมีรูปแบบการใช้ทักษะที่แตกต่างกัน 5 ขั้นตอนของการสัมภาษณ์ 1. สายสัมพันธ์/การจัดโครงสร้าง 2. การให้คำนิยามของปัญหา 3. การกำหนดเป้าหมาย 4. การสำรวจทางเลือกและการเผชิญหน้ากับความขัดแย้ง 5. ลักษณะทั่วไปในชีวิตประจำวัน

![]()
การรวมและ
ผสมผสานทักษะ
![]()
การจัดลำดับ และ
การจัดโครงสร้างการสัมภาษณ์
![]()
การเผชิญหน้า
(ความขัดแย้ง, ความไม่ลงรอยกัน)
![]()
ทักษะการชักจูง/โน้มน้าวใจ
คำสั่ง/คำชี้แนะ, ผลลัพธ์ที่มีเหตุผล,
การตีความหมาย, การเปิดเผยตัวเอง,
คำแนะนำ/ข้อมูลข่าวสาร/คำอธิบาย/
การสั่งสอน/การสะท้อนกลับ/การสรุปที่โน้มน้าว/ชักจูงใจ
![]()
การพุ่งความสนใจ
ผู้รับคำปรึกษา, ปัญหา, คนอื่นๆ, เรา, ผู้สัมภาษณ์,
วัฒนธรรม/สิ่งแวดล้อม/บริบท
![]()
การสะท้อนความหมาย
![]()
พื้นฐาน ลำดับการฟังขั้นพื้นฐาน
ทักษะการสนใจ
การสะท้อนความรู้สึก
![]()
การหนุนใจ
การตีความหมาย และการสรุป
![]()
คำถามปลายเปิดและคำถามปลายปิด
![]()
ทักษะการสังเกตผู้รับคำปรึกษา
![]()
พฤติกรรมการแสดงความสนใจ
การสบตาที่เหมาะสมตามวัฒนธรรม
การติดตามด้วยถ้อยคำ ภาษากาย และคุณภาพเสียง
![]()
1.
พฤติกรรมการแสดงความสนใจและทักษะการสังเกตผู้เข้ารับคำปรึกษาจัดสร้างรากฐานของการสื่อสารที่มีประสิทธิผล
แต่มิได้เป็นสถานที่อันเหมาะสมที่จะเริ่มต้นการฝึกอบรมเสมอไป
2.
ลำดับการฟังขั้นพื้นฐานของทักษะการแสดงความสนใจ
(คำถามปลายเปิดกับคำถามปลายปิด
การหนุนใจ การตีความหมาย การสะท้อนความรู้สึก และการสรุป) บ่อยครั้งมักพบในการสัมภาษณ์ที่มีประสิทธิผล
การจัดการ งานสังคมสงเคราะห์ การประชุมแพทย์เพื่อวินิจฉัยโรค
และในสิ่งแวดล้อมอื่นๆ
ข้อชี้แนะสำหรับการฟัง
1.
การเตรียมตัวฟัง
1.
ทางสติปัญญา
การอ่านเกี่ยวกับประเด็นปัญหาที่มีการอภิปรายสามารถช่วยคุณให้ฟัง
ทั้งเพื่อความเข้าใจและเพื่อการวิเคราะห์
การรู้ว่าจะฟังเพื่ออะไรเป็นการฟังที่ดีกว่า อย่าหลีกเลี่ยงปัญหาที่ยาก
2.
ทางร่างกาย
เนื่องจากการฟังเป็นงานหนัก
ดังนั้นขอให้พักผ่อนเพียงพอก่อนที่คุณจะเผชิญกับสิ่งนี้
3.
ทางจิตใจ
ก. จงตระหนักว่าถ้าคุณต้องการจะฟังคนอื่นพูดจริงๆ สิ่งนี้จะเพิ่มประสิทธิผลในการฟังของคุณอย่างมาก
ข. จงตัดสินใจว่าคุณกำลังจะเรียนรู้ด้วยการฟัง แดเนียล เวบสเตอร์ครั้งหนึ่งเคยพูดไว้ว่า การฟังคนฉลาดพูดนั้นทำให้เขาได้เรียนรู้มากกว่าการอ่านหนังสือ การฟังไม่เพียงแต่เป็นวิธีที่ดีที่สุดวิธีหนึ่งของการเรียนรู้ข้อมูลข่าวสารและแนวคิดใหม่ๆ แต่ยังเป็นวิธีที่ดีที่สุดวิธีหนึ่งในการเรียนรู้เกี่ยวกับผู้คน นั่นคือคนเหล่านั้นที่คุณฟัง
ค. จงตระหนักว่าสมาธิมิใช่เรื่องง่าย และว่าการฟังต้องการระเบียบวินัย
ง. จงระลึกไว้ว่าการไม่ฟังมีค่าเท่ากับความไม่สนใจ สิ่งนี้ไม่สามารถช่วยผู้ใดได้
จ. จงตระหนักว่าการเรียนรู้ที่จะฟังซึ่งกันและกันจะช่วยเราเรียนรู้วิธีที่จะฟังพระสุรเสียงของพระเจ้า
ฉ. จงกำจัดความคิดที่ว่าการฟังมีความสำคัญน้อยกว่าการพูด นักฟังที่ไม่ดีมักจะเป็นนักพูดที่ไม่ดีเช่นเดียวกัน
ช. อย่าทึกทักว่าคุณรู้ความหมายโดยนัยทั้งหมดของแนวคิดที่คุณกำลังฟังอยู่แล้ว
2.
พิจารณาเนื้อหาไปพร้อมกับการนำส่งเนื้อหา
เรามองไปยังผู้พูดและมักจะเพ่งสมาธิไปยังสิ่งที่เราเห็นมากกว่าสิ่งที่เราได้ยิน
เราสามารถเข้าใจเนื้อหาได้ดีกว่าด้วยการพุ่งความสนใจไปยังเจตนารมณ์ของผู้พูด
ทั้งที่สื่อสารโดยใช้คำพูดและไม่ใช้คำพูด
3.
ควบคุมอารมณ์ของคุณ
คุณอาจจะรู้สึกหมดกำลังเนื่องจากปัญหาทางอารมณ์ของคุณเอง
และถูกทดลองให้จงใจหยุดฟัง อย่าหยุดฟังเพราะคุณไม่ชอบคนอื่น
จงอดทนกับสิ่งที่เขาพูด
4. ต่อต้านสิ่งรบกวน
เราถูกรวบกวนไม่เพียงแต่จากสิ่งที่เราได้ยิน
แต่จากสิ่งที่เราเห็นและกำลังคิด นักฟังที่ดีต่อสู้กับสิ่งรบกวนเช่นนั้นโดยสัญชาติญาณ
5. การสนใจฟัง
การสนใจฟังเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการฟัง
ให้พยายามสนใจสิ่งที่กำลังพูด มองไปยังคนที่กำลังพูดคุยอยู่นั้น
ให้โน้มตัวไปทางคนคนนั้นขณะที่เขาหรือเธอกำลังพูด
6. ใช้ประโยชน์จากความจริงที่ว่าคุณสามารถคิดได้เร็วกว่าที่คนอื่นพูด
1)
คิดล่วงหน้า
2)
ชั่งน้ำหนักสิ่งที่คุณได้ยิน
3)
พิจารณาสิ่งที่คุณได้ยิน
4)
ฟังสิ่งที่อยู่ระหว่างบรรทัด (ความหมายที่ซ่อนอยู่)
7. ถามคำถามทีละน้อย (อย่าถามมาก)
โดยเฉพาะอย่างยิ่งให้หลีกเลี่ยงคำถามว่า
ทำไม
8.
พยายามอย่าขัดจังหวะ
9.
จดจ่ออยู่กับเรื่องที่ผู้พูดกำลังพูด
10.
ใช้คำพูดของผู้พูดเพื่อทำให้ประเด็นของคุณชัดเจน
11.
อย่าเทศนา
12.
ให้คำแนะนำอย่างช้าๆ
คนส่วนใหญ่ไม่ต้องการคำแนะนำ
และจะเพิกเฉยไม่สนใจในทันทีที่พวกเขาได้รับคำแนะนำ
13.
อย่าโต้เถียง
อย่าพยายามชักชวนผู้รับความช่วยเหลือ
(ผู้รับคำปรึกษา) ของคุณให้โต้เถียง
เพราะว่าสิ่งนี้ยืนยันความเชื่อดั้งเดิมของเขา
และจะทำให้คุณไม่ยอมฟังการให้เหตุผลใดๆ เกี่ยวกับเรื่องนั้น ถ้าคุณชนะการโต้เถียง
คุณก็อาจจะสูญเสียเพื่อน แต่ถ้าคุณแพ้
คุณก็อาจจะสูญเสียความเคารพนับถือจากผู้รับความช่วยเหลือจากคุณ
คุณจะไม่ได้ประโยชน์อะไรจากทั้งสองอย่างนี้ และผู้รับความช่วยเหลือของคุณก็เช่นกัน
14.
อย่าซักถามความจริงเพิ่มเติมเพื่อความอยากรู้อยากเห็นของคุณเอง
จุดมุ่งหมายของคุณมิใช่การได้รับข้อมูลเพื่อตัวเอง
แบบฝึกหัดกิจกรรมการฟัง
กรณีที่ 1
เนื่องจากสามีฉันเกษียณอายุ
เขาจึงคาดหวังให้ฉันอยู่บ้านตลอดเวลา เขาไม่ชอบให้ฉันออกไปเข้ากลุ่มศึกษาพระคัมภีร์หรือไปเยี่ยมเยียนเพื่อนฝูง
ฉันไม่รู้จะทำอย่างไร
ให้ขีดเส้นใต้เนื้อหา (ข้อเท็จจริง)
คุณคิดว่าผู้พูดรู้สึกอย่างไร
ให้เขียนการตอบสนองอันเป็นการสะท้อนกลับ
กรณีที่ 2
เพื่อนคนหนึ่งของฉันโกรธฉัน
เราคบกันมานาน แต่เมื่อฉันเจอเขา เขากลับไม่พูดกับฉัน
ให้ขีดเส้นใต้เนื้อหา (ข้อเท็จจริง)
คุณคิดว่าผู้พูดรู้สึกอย่างไร
ให้เขียนการตอบสนองอันเป็นการสะท้อนกลับ
กรณีที่ 3
ลูกชายฉันสอบตก
ตอนฉันพูดเรื่องนี้กับสามีฉัน ดูเหมือนสิ่งนี้จะไม่สำคัญสำหรับเขา
ให้ขีดเส้นใต้เนื้อหา (ข้อเท็จจริง)
คุณคิดว่าผู้พูดรู้สึกอย่างไร
ให้เขียนการตอบสนองอันเป็นการสะท้อนกลับ
กรณีที่ 4
ตั้งแต่ฉันเริ่มทำงาน
ฉันรู้สึกว่าตัวเองไม่สามารถดูแลทำความสะอาดบ้านได้ ยิ่งกว่านั้นนะ
ฉันยังรู้สึกผิดที่ไม่มีเวลาให้กับ เจมี่ ลูกสาวอายุสามขวบของเรา
ให้ขีดเส้นใต้เนื้อหา (ข้อเท็จจริง)
คุณคิดว่าผู้พูดรู้สึกอย่างไร
ให้เขียนการตอบสนองอันเป็นการสะท้อนกลับ
การพุ่งความสนใจ: การทำความเข้าใจผู้รับคำปรึกษา
ทำไม ประเด็นปัญหาของผู้รับคำปรึกษามีหลายมิติ
เราถูกทดลองให้ยอมรับปัญหาเหล่านั้นอย่างที่มันถูกเสนอ และทำให้ความซับซ้อนของชีวิตเป็นเรื่องง่ายเกินไป
การพุ่งความสนใจช่วยทั้งผู้สัมภาษณ์และผู้รับคำปรึกษาให้พัฒนาความตระหนักรู้ถึงปัจจัยหลายอย่างอันเกี่ยวพันกับปัญหาหนึ่ง
อีกทั้งช่วยทำให้คิดอย่างเป็นระบบ
การพุ่งความสนใจสามารถช่วยผู้รับคำปรึกษาที่สับสนให้เข้าใกล้มิติสำคัญๆ มากขึ้น
ดังนั้น การพุ่งความสนใจอาจถูกใช้เพื่อเปิดการสนทนาหรือทำให้การสนทนาสั้นกระชับ
อะไร มิติของการพุ่งความสนใจมี 6 มิติ
มิติที่คุณเลือกจะตัดสินว่าผู้รับคำปรึกษาน่าจะพูดเกี่ยวกับเรื่องอะไรต่อไป
ภายในแต่ละมิติให้โอกาสเพื่อการตรวจสอบประเด็นปัญหาของผู้รับคำปรึกษาเพิ่มเติม
ในฐานะผู้ให้คำปรึกษาหรือผู้สัมภาษณ์ คุณอาจจะ
พุ่งความสนใจไปยังผู้เข้ารับคำปรึกษา: บิลล์ ครั้งที่แล้วคุณพูดว่าคุณกังวลเกี่ยวกับอนาคตของคุณ
พุ่งความสนใจไปยังปัญหาหรือใจความสำคัญ: เล่าเรื่องที่คุณถูกไล่ออกให้ผมฟังอีกซิ เกิดอะไรขึ้นหรือ
พุ่งความสนใจไปยังคนอื่นๆ: เป็นยังงั้นเอง โฮวาร์ด เจมส์ คุณเข้ากับเขาไม่ได้ ผมอยากรู้เกี่ยวกับโฮวาร์ดมากกว่านี้อีกหน่อย
พุ่งความสนใจไปยังประเด็นปัญหาร่วมหรือกลุ่ม: เราจะแก้ปัญหานี้ คุณกับผมจะช่วยกันแก้ปัญหาให้ได้ผลดีที่สุดอย่างไร (ในการทำงานเป็นกลุ่ม คำว่า เรา ขยายออกเป็น กลุ่มของเรา)
พุ่งความสนใจไปยังผู้สัมภาษณ์: ประสบการณ์ของผมกับโฮวาร์ดคือ
พุ่งความสนใจไปยังบริบททางวัฒนธรรม/สิ่งแวดล้อม: ตอนนี้เป็นช่วงการว่างงานสูง ในเศรษฐกิจแบบนี้ งานประเภทไหนที่คุณดึงดูดใจคุณ
อย่างไร การพุ่งความสนใจถูกเพิ่มเติมอย่างจงใจไว้ในจุลทักษะพื้นฐาน
(basic
microskills) ของการสนใจ
การถาม การตีความหมาย และอื่นๆ
การสังเกตผู้รับคำปรึกษาอย่างถี่ถ้วนจะนำไปสู่การพุ่งความสนใจที่เหมาะสมที่สุด
ในการประเมินและนิยามปัญหา
บ่อยครั้งที่เป็นประโยชน์ในด้านการช่วยเหลือผู้รับคำปรึกษาให้สำรวจประเด็นปัญหาต่างๆ
ด้วยการพุ่งความสนใจไปยังทุกมิติ ทีละมิติ
กับใคร การพุ่งความสนใจจะถูกใช้กับผู้รับคำปรึกษาทุกคน สำหรับผู้รับคำปรึกษาในทวีปอเมริกาเหนือ บ่อยครั้งที่จุดมุ่งหมายคือการช่วยพวกเขาให้พุ่งความสนใจไปที่ตัวเอง (การพุ่งความสนใจไปยังผู้รับคำปรึกษา) แต่สำหรับคนอื่นๆ นั้น โดยเฉพาะคนที่มีพื้นฐานภูมิหลังอยู่ในทวีปยุโรปตอนใต้หรือในเอเชีย การพุ่งความสนใจไปที่ เรา อาจจะเหมาะสมกว่า จุดมุ่งหมายของการให้คำปรึกษาและการบำบัดรักษาส่วนใหญ่แก่คนในทวีปอเมริกาเหนือนั้น คือการทำตัวเองให้เป็นจริง (self-actualization) ในแต่ละบุคคล ส่วนคนในวัฒนธรรมอื่นๆ นั้น จุดมุ่งหมายอาจจะเป็นการพัฒนาความกลมกลืนกับคนอื่น
การพุ่งความสนใจอย่างจงใจมีประโยชน์เป็นพิเศษต่อการประเมินและนิยามปัญหา ในที่ซึ่งผู้รับคำปรึกษาได้รับความช่วยเหลือให้มองเห็นความซับซ้อนเต็มที่ของปัญหาของพวกเขา การย้ายจากจุดสนใจ (focus) หนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่งนั้น อาจช่วยเพิ่มความซับซ้อนอันเป็นที่รู้หรือเข้าใจและประเด็นปัญหาหลากหลายที่เชื่อมต่อระหว่างกันในการตัดสินใจที่สำคัญได้ สำหรับผู้รับคำปรึกษาบางคนซึ่งอาจจะมีความคิดที่กระจัดกระจาย จุดสนใจที่เป็นหน่วยเดียวในเรื่องมิติเดี่ยวอาจจะเป็นการฉลาด
และอะไร จุดสนใจมักจะมีหลากหลายที่สุด
การมองไปยังบุคคล ปัญหา และใจความสำคัญจะมีประโยชน์
วัฒนธรรมอาจจะเป็นรากฐานของการตกลงใจ ดังนั้น
วลีหรือประโยคนำในการให้คำปรึกษาพร้อมทั้งจุดสนใจที่หลากหลายบ่อยครั้งก็เป็นสิ่งที่เหมาะสม
ตัวอย่าง
|
แมรี่: |
|
ฉันรักงานที่ฉันทำ
แต่นับแต่เจมี่เกิดแล้ว ดูเหมือนฉันจะไม่สามารถจัดการกับสิ่งต่างๆ ได้เลย
ฉันไม่ชอบพาเธอไปสถานเลี้ยงเด็ก
แต่ทิมบอกว่าเราต้องการรายได้ของฉันเพื่อช่วยจ่ายค่าบ้านหลังใหม่ของเรา |
|
ผู้ให้คำปรึกษา: |
|
ดูเหมือนคุณจะรู้สึกเป็นทุกข์ที่ไม่สามารถตัดสินใจเลือกระหว่างการทำงานกับการอยู่บ้านได้
ใช่ไหม |
|
แมรี่: |
|
ใช่ค่ะ
ทุกเช้าตอนจะออกไปทำงาน
มีจานชามที่ยังไม่ล้างกองอยู่ในอ่างและมีเสื้อผ้าที่ต้องซักรีด
ฉันจะต้องเจอกับงานพวกนี้เป็นสิ่งแรกตอนกลับถึงบ้านด้วย |
|
ผู้ให้คำปรึกษา: |
|
คุณกำลังต่อสู้กับสิ่งที่คุณต้องทำอยู่จริงๆ |
|
แมรี่: |
|
ใช่แล้ว
และฉันก็ไม่คิดว่าทิมจะเข้าใจว่าตารางเวลาของฉันยุ่งและหนักเพียงไร จริงๆ
แล้วฉันอยากจะอยู่กับเจมี่ให้มากกว่านี้ |
|
ผู้ให้คำปรึกษา: |
|
คุณรู้สึกว่าทิมไม่เข้าใจว่า
การเป็นแม่ที่ต้องทำงานนอกบ้านในเวลาเดียวกันเป็นอย่างไร |
|
แมรี่: |
|
ถ้าเขาจะเพียงแต่ช่วยฉันทำอาหารเย็นกับปูที่นอน
ฉันก็จะได้ใช้เวลากับเจมี่มากขึ้น |
|
ผู้ให้คำปรึกษา: |
|
คุณเคยบอกทิมเกี่ยวกับเรื่องนี้ไหมครับ |
|
แมรี่: |
|
ไม่เคยเลยค่ะ
ฉันต้องต่อสู้กับสิ่งเหล่านี้ด้วยตัวเอง ขอบคุณที่ช่วยให้ฉันมองออกว่าฉันควรจะพูดกับเขา
ฉันรู้ว่าเขาจะช่วยฉัน |
คำถามที่เป็นการสำรวจและติดตามผลกับการหนุนใจ
ทำไม คำถามช่วยเริ่มการสัมภาษณ์
ช่วยเปิดขอบเขตใหม่สำหรับการสนทนา ช่วยในการเจาะจงและทำให้ประเด็นปัญหาต่างๆ
ชัดเจน อีกทั้งช่วยผู้รับคำปรึกษาให้สำรวจตัวเอง
อะไร ปัญหาสามารถบรรยายได้ทั้งแบบปลายปิดและปลายเปิด
ปัญหาปลายเปิด คือปัญหาที่ไม่สามารถตอบได้ด้วยคำสั้นๆ เพียงสองสามคำ ปัญหาเหล่านี้กระตุ้นให้คนอื่นๆ พูดคุยและให้ข้อมูลมากที่สุดแก่คุณ ปัญหาปลายเปิดเริ่มด้วยต้นด้วยคำว่าทำไมหรืออย่างไร ปัญหาปลายเปิดที่เป็นประโยชน์ที่สุดปัญหาหนึ่งคือการถามว่า ช่วยให้ตัวอย่างที่เจาะจงของ แก่ดิฉันหน่อยได้ไหมคะ
ปัญหาปลายปิด คือปัญหาที่สามารถตอบได้ด้วยคำหรือประโยคสั้นๆ เพียงสองสามคำหรือสองสามประโยค ปัญหาเหล่านี้มีข้อได้เปรียบในการพุ่งความสนใจไปยังการสัมภาษณ์และนำมาซึ่งคำตอบที่เฉพาะเจาะจง แต่มันก็ทำให้ผู้สัมภาษณ์ต้องรับผิดชอบอย่างมากในการพูดคุย ปัญหาปลายปิดมักจะลงท้ายด้วยวลีที่ว่าที่ไหน อะไร หรือใช่ไหม ตัวอย่างเช่น คุณอยู่ที่ไหน
เป็นสิ่งสำคัญที่จะจดจำไว้ว่า
ปัญหานั้น ไม่ว่าจะเป็นปัญหาปลายเปิดหรือปลายปิด
ซึ่งเป็นเรื่องของความสนใจอย่างลึกซึ้งต่อผู้รับคำปรึกษา
บ่อยครั้งมักจะส่งผลให้เกิดการพูดคุยที่ยาวนานออกไปถ้าปัญหานั้นน่าสนใจและสำคัญเพียงพอ
ถ้าการสัมภาษณ์ลื่นไหลดี
ความแตกต่างระหว่างคำถามปลายปิดกับปลายเปิดก็มีความสำคัญน้อยลง
อย่างไร เค้าโครงทั่วไปสำหรับการวินิจฉัยและตั้งคำถามนั้น
คือเค้าโครงแบบผู้สื่อข่าวหนังสือพิมพ์ ซึ่งก็คือคำถามที่ว่า ใคร ทำอะไร เมื่อไร
อย่างไร และทำไม
ใครคือผู้รับคำปรึกษา
ปัจจัยพื้นฐานภูมิหลังส่วนตัวที่สำคัญคืออะไร มีใครอีกไหมที่เข้ามาเกี่ยวข้อง
อะไรคือปัญหา
รายละเอียดเฉพาะของสถานการณ์นั้นคืออะไร
ปัญหานั้นเกิดเมื่อไร เกิดในสิ่งแวดล้อมหรือสถานการณ์แบบไหน
ผู้รับคำปรึกษามีปฏิกิริยาโต้ตอบอย่างไร
เขาหรือเธอรู้สึกเกี่ยวกับสิ่งนั้นอย่างไร
ทำไมปัญหาจึงเกิดขึ้น
การสัมภาษณ์เกือบจะเป็นมากกว่าปัญหา
ชุดคำถามเดียวกันนั้นอาจถูกถามเพื่อจะค้นพบว่า ประเด็นปัญหาหรือเหตุการณ์ใดที่แวดล้อมสถานการณ์หรือความสำเร็จในทางบวก
มีการฝึกฝนอบรมด้านการสัมภาษณ์ที่เน้นย้ำปัญหาและความยากลำบากมากเกินไป
วิธีการเชิงบวกจึงเป็นที่ต้องการเพื่อเหตุผลแห่งความสมดุล
กับใคร ปัญหาต่างๆ อาจจะปิดผู้รับคำปรึกษาบางคน กลุ่มวัฒนธรรมบางกลุ่มพบว่าคำถามที่ถามแบบต่อเนื่องและรวดเร็วในทวีปอเมริกาเหนือนั้นหยาบคายและก้าวร้าว กระนั้น คำถามที่เหมาะสมสามารถจัดหาวิธีการที่จะได้รับข้อมูลข่าวสารที่ผู้รับคำปรึกษาส่วนใหญ่พบว่าเป็นประโยชน์
และอะไร ถ้อยคำแรกของคำถามปลายเปิดมักจะนำไปสู่ผลลัพธ์อันหลากหลาย
ตัวอย่างเช่น คำถามอะไรที่มักจะนำไปสู่ข้อเท็จจริง คำว่าอย่างไรมักจะถามเกี่ยวกับความรู้สึกหรือแนวทางปฏิบัติ
คำถามว่าทำไมมักถามถึงเหตุผล คำว่าได้ไหมมักเป็นคำถามที่เปิดที่สุด
เช่น เล่าให้ผมฟังอีกหน่อยได้ไหมครับ หรือ ช่วยยกตัวอย่างให้ฉันฟังอีกสักข้อได้ไหม
การฟัง
ขั้นตอนที่สำคัญที่สุดในการให้คำปรึกษาคือการฟัง
เราได้ยินบ่อยๆ ว่าผู้คนไม่ค่อยฟังซึ่งกันและกันอย่างเพียงพอ มีคนพูดว่า
ถ้าบางคนฟังพวกเขาพูด พวกเขาก็จะไม่พบว่าชีวิตและปัญหายากเกินกว่าจะรับมือได้
เมื่อเราฟัง ผู้คนก็เริ่มจะรู้สึกสบายใจ รู้สึกว่ามีบางคนห่วงใยเพียงพอที่จะฟัง
และก็มีการสร้างความสัมพันธ์ขึ้นระหว่างบุคคลต่างๆ
1.
ฟัง นี่เป็นการเริ่มต้น
ตามปกติแล้วเรามักรีบร้อนและนั่นก็มีผลกระทบต่อการให้คำปรึกษาของเราด้วย
2.
ให้เวลา ไม่มีความจำเป็นต้องขัดจังหวะ
3.
สำรวมความคิด สิ่งนี้รวมถึงการฟังอย่างตั้งใจ
เราต้องเพ่งสมาธิไปยังสิ่งที่พูดโดยไม่พยายามจะอ่านความคิดของผู้รับคำปรึกษา
4.
มีความรู้สึกร่วม/เห็นอกเห็นใจ การฟังต้องการให้เรารู้สึกร่วมกับคนพูด
ขณะที่เราฟัง จะเป็นประโยชน์ถ้าเราสามารถจับอารมณ์ความรู้สึกของผู้รับคำปรึกษาได้
5.
ถามคำถามที่เกี่ยวข้อง การถามคำถามมีประโยชน์ที่จะสร้างความกระจ่างชัด
ขยาย และจัดหาข้อมูลในสิ่งที่คนนั้นกำลังพูด ควรจะใช้คำถามปลายเปิดดีกว่า
6.
หลีกเลี่ยงสิ่งรบกวน เราไม่สามารถเข้าร่วมการสนทนาที่สำคัญได้
ถ้ามีสิ่งที่ต้องทำ มีคนมารบกวน หรือการขัดจังหวะอย่างอื่น เป็นการดีที่จะอยู่ตามลำพังในสถานที่ที่ไม่มีสิ่งรบกวน
7.
หลีกเลี่ยงการโต้เถียง สิ่งนี้เกิดขึ้นเนื่องจากมีการพูดเรื่องที่เป็นข้อขัดแย้งและไม่สบายใจ
ไม่เป็นประโยชน์เลยที่จะเข้าร่วมในการโต้เถียง เนื่องจากเราอาจสูญเสียความสนใจได้
8.
สังเกต มีข่าวสารที่ไม่ใช้คำพูดมากมายที่ถูกสื่อสารออกมา
คนคนหนึ่งไม่สื่อสารผ่านทางคำพูดเพียงอย่างเดียว เขาอาจจะพูดออกมามากมายผ่านท่าทาง
การแสดงสีหน้า น้ำเสียง หรือความดังกังวานของเสียง
การให้คำปรึกษา
การให้คำปรึกษามิใช่
1.
การบอกให้ทำอะไร สิ่งนี้เกี่ยวข้องกับการให้คำแนะนำแก่คนเหล่านั้นที่แสวงหาความช่วยเหลือจากเรา
บ่อยครั้งยิ่งที่คำแนะนำอาจเป็นสิ่งน่าเบื่อหน่าย ไม่มีตัวตน และขาดทัศนมิติ (perspective) ของผู้ที่แสวงหาความช่วยเหลือ
มันตั้งอยู่บนพื้นฐานของสิ่งที่ผู้ให้คำปรึกษาคิดว่าดีที่สุดสำหรับคนคนนั้น
และยังสันนิษฐานอีกว่า ผู้ให้คำปรึกษายังมิได้ให้คำแนะนำที่ดีออกไป
บ่อยครั้งทีเดียวที่ผู้คนที่แสวงหาความช่วยเหลือได้รับคำแนะนำทุกอย่าง
และพบว่าคำแนะนำ ที่ดี บางอย่างไม่ดีเพียงพอ
2.
การแก้ปัญหา มิได้หมายความว่าเราต้องแก้ปัญหาที่ผู้คนนำเสนอ
สิ่งนี้วางผู้ให้คำปรึกษาไว้ในตำแหน่งที่สูงขึ้นและทึกทักเอาว่าตัวเองรู้ดีที่สุด
อีกทั้งยังเป็นภาระต่อผู้ให้คำปรึกษาที่จะเป็นผู้แก้ปัญหา
3.
การวิเคราะห์ปัญหาและตีความหมาย จิตวิเคราะห์แบบดั้งเดิมมีแนวโน้มจะเป็นเช่นนี้
สิ่งนี้เกี่ยวพันกับสิ่งที่กล่าวมาข้างต้น
และทำให้ผู้ให้คำปรึกษาเป็นผู้เชี่ยวชาญที่อยู่ห่างไกลมาก
ผู้ซึ่งถูกคาดหวังว่าจะเป็นคนฉลาดและรอบรู้ทุกสิ่ง
4.
การทำให้ผู้คนพึ่งพาเรา เราทำให้ผู้คนมาพึ่งพาเรา
ในวิธีที่พวกเขาต้องกลับมาขอความช่วยเหลือจากเราตลอด
5.
การพูดกระตุ้นหรือชักจูงใจ นี่เป็นแนวโน้มในส่วนของผู้ที่ไม่มีประสบการณ์
ที่รู้สึกว่าต้องเทศนาสักเล็กน้อยแก่ผู้ที่พวกเขากำลังให้ความช่วยเหลือ
เป็นการง่ายที่จะทำให้ผู้คนรู้สึกอ่อนแอ ต่ำต้อย และสมควรถูกตำหนิ
การให้คำปรึกษาคืออะไร
การให้คำปรึกษาเป็นความสัมพันธ์ที่จำเป็นระหว่างผู้ให้คำปรึกษากับผู้รับคำปรึกษา ซึ่งตั้งขึ้นเพื่อจุดประสงค์ในการช่วยเหลือผู้รับคำปรึกษาให้จัดการกับปัญหาของตัวเอง สิ่งนี้เป็นความสัมพันธ์ที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของสมมุติฐานหรือหลักการบางอย่างที่เกี่ยวข้องกับผู้ให้คำปรึกษา ผู้รับคำปรึกษา และความสัมพันธ์ของทั้งสอง
การให้คำปรึกษาคือความสัมพันธ์
ลักษณะสำคัญที่สุดของการให้คำปรึกษาคือว่า การให้คำปรึกษามิใช่เรื่องที่ไม่เกี่ยวกับบุคคลหรือเป็นไปโดยอัตโนมัติ
ผู้ให้คำปรึกษามิได้ห่างเหิน เย็นชา และไม่สนใจ เขา/เธอถูกคาดหวังว่าจะเป็นคนที่อบอุ่น
เข้าอกเข้าใจ ห่วงใย จริงใจ เห็นอกเห็นใจ และยอมรับ
ลักษณะเหล่านี้พบว่าเป็นลักษณะที่สำคัญที่สุดในการเสริมสร้างความสัมพันธ์กับผู้รับคำปรึกษา
และนำผู้ให้คำปรึกษาไปอยู่ในระดับเดียวกับผู้รับคำปรึกษา
อีกทั้งช่วยเหลือเขาให้พัฒนาความสัมพันธ์แห่งความไว้เนื้อเชื่อใจในอันที่จะสนับสนุนการเปิดเผยตนเอง
การเสริมสร้างความสัมพันธ์นี้ได้รับการส่งเสริมด้วยการฟัง การทำความเข้าใจ และการสำรวจสถานการณ์
ความรู้สึก และความคิดของผู้รับคำปรึกษา
การทำความเข้าใจ
ปัจจัยอื่นที่สนับสนุนกระบวนการเสริมสร้างความสัมพันธ์
คือทำให้ผู้ให้คำปรึกษาเข้าใจผู้รับคำปรึกษา
นี่มิใช่การตอบสนองแบบเก่าคร่ำและน่าเบื่อในส่วนของผู้ให้คำปรึกษาที่พูดว่า ฉันเข้าใจ บ่อยครั้งที่สิ่งนี้มิใช่ความจริง
บางคนประสบความยากลำบากอย่างแท้จริงในการทำความเข้าใจว่าอีกคนหนึ่งรู้สึกอย่างไร
สิ่งที่ผู้ให้คำปรึกษาสามารถทำได้คือการพยายามเข้าไปสู่โลกแห่งความคิดและอารมณ์ของผู้รับคำปรึกษา
การจะทำอย่างนี้ได้นั้น ผู้ให้คำปรึกษาต้องเป็นนักฟังที่สนใจและรอบคอบพร้อมกับมีจินตนาการบางอย่าง
เขาต้องพยายามระบุความรู้สึกและความคิดของผู้รับคำปรึกษา
และพยายามจะรู้สึกและคิดราวกับว่าเขาเป็นผู้รับคำปรึกษาเสียเอง (เอาใจเขามาใส่ใจเรา) เขาต้องเอาตัวเองเข้าไปอยู่ในโลกของผู้รับคำปรึกษาและมองเห็นสิ่งต่างๆ
ในมุมมองของคนคนนั้น
ผู้ให้คำปรึกษาควรจะพยายามสื่อสารกับผู้รับคำปรึกษาในความเข้าใจที่ตนเองได้รับนี้
เขาทำสิ่งนี้ด้วยการตอบสนองต่อผู้รับคำปรึกษา
อีกทั้งมีปฏิสัมพันธ์กับความคิดและความรู้สึกที่ผู้รับคำปรึกษาแสดงออกมา
สิ่งนี้จะช่วยผู้รับคำปรึกษาให้ตระหนักว่ามีคนเข้าใจเขา
และว่ามีบางคนพยายามจะช่วยเหลือเขาโดยไม่ตัดสิน ปฏิเสธ หรือดูถูกเขา
การให้คำปรึกษาคือการให้ความสามารถ
ความสัมพันธ์ในการให้คำปรึกษาเป็นความสัมพันธ์ที่มีความหมาย ซึ่งตั้งอยู่บนจุดประสงค์เดียวในการช่วยเหลือผู้รับคำปรึกษาให้จัดการกับปัญหาของตนเอง นี่หมายความว่าบทบาทหน้าที่ของผู้ให้คำปรึกษามิใช่การแก้ปัญหา แต่เป็นการช่วยผู้รับคำปรึกษาให้ช่วยเหลือตัวเอง มันหมายถึงการทำให้ผู้รับคำปรึกษาสามารถเข้าใจปัญหาหรือสถานการณ์ และทำการสำรวจวิธีจัดการกับปัญหาหรือสถานการณ์นั้น ซึ่งกระทำได้ด้วยวิธีการต่อไปนี้
1.
การทำให้ผู้รับคำปรึกษาสามารถรับมือได้ บางครั้ง
สิ่งที่ผู้รับคำปรึกษาต้องการคือการมีบางคนเข้ามาช่วยเขารับมือกับปัญหา
ความสัมพันธ์ที่เกื้อหนุนกันโดยตัวมันเองแล้วเป็นกลไกการรับมือ
หรือไม่ก็อาจต้องสำรวจหาวิธีการที่แตกต่าง
เพื่อจะช่วยผู้รับคำปรึกษาให้สามารถรับมือกับปัญหาได้
2.
การทำให้ผู้รับคำปรึกษาสามารถจัดการกับปัญหาได้
ผู้รับคำปรึกษาอาจต้องการความช่วยเหลือเพื่อจะสำรวจหาวิธีการต่างๆ
เพื่อจะจัดการกับปัญหา
เขาอาจต้องการจะตรวจสอบตัวปัญหาเพื่อจะเข้าใจและค้นพบว่าอะไรทำให้เกิดปัญหานั้น
และจากตรงนั้นเขาก็สามารถได้รับความช่วยเหลือให้คิดหาหนทางจัดการกับปัญหานั้น
3.
การทำให้ผู้รับคำปรึกษาสามารถแก้ปัญหาได้
เนื่องจากผู้ให้คำปรึกษามิใช่ผู้แก้ปัญหา
งานของเขาคือการช่วยผู้รับคำปรึกษาให้ตัดสินใจเลือกปฏิบัติการที่ดีที่สุด
จุดมุ่งหมายของสิ่งนี้คือการช่วยเขาแก้ไขปัญหา สิ่งนี้มักจะเป็นความรับผิดชอบของผู้รับคำปรึกษาที่จะดำเนินการ
ในอีกนัยหนึ่ง เป็นไปไม่ได้ที่จะช่วยบางคนที่ไม่ต้องการความช่วยเหลือ
การให้คำปรึกษารวมถึงการสันนิษฐานและหลักการ
เมื่อใดก็ตามที่ผู้ให้คำปรึกษาเข้าร่วมในความสัมพันธ์ด้านการให้คำปรึกษา เขาก็กำลังนำชุดของหลักการและสมมุติฐานติดตัวมาด้วย หลักการและสมมุติฐานเหล่านี้มีแนวโน้มที่จะมีอิทธิพลต่อเขาในวิถีทางที่เขาจะช่วยผู้อื่น
1.
มนุษย์มีคุณค่าโดยธรรมชาติ นี่เป็นหลักการอันสำคัญยิ่งในการให้คำปรึกษา
อันเป็นการให้ความเคารพอย่างเหมาะสมต่อเกียรติภูมิของมนุษย์
อีกทั้งเป็นความเชื่อในคุณค่าของบุคคล
ซึ่งอยู่เบื้องหลังเหตุผลและแรงจูงใจในการให้ความช่วยเหลือ
2.
มนุษย์แต่ละคนมีลักษณะเฉพาะตน ความมีลักษณะพิเศษเฉพาะของมนุษย์หมายความว่า
เขาจะปฏิบัติต่อแต่ละคนในฐานะเป็นบุคคลที่แตกต่างกัน โดยจะไม่พยายามสร้างกฎตายตัว
จากนั้นเราจึงสามารถจะเปิดโอกาสในการช่วยเหลือ
เพื่อให้พวกเขารู้สึกว่าเป็นคนสำคัญและมีความหมาย
3.
มนุษย์มีความสามารถในการเปลี่ยนแปลง
สมมุติฐานพื้นฐานนี้จัดหาจุดประสงค์และทิศทางในการให้คำปรึกษา
เมื่อเราเชื่อว่ามนุษย์สามารถเปลี่ยนแปลงได้
เราก็จะรู้ว่าทำไมเราจึงเข้าร่วมในการให้คำปรึกษา และมุ่งทำงานไปในทิศทางนั้น
การให้คำปรึกษาคือการช่วยผู้คนให้ทำการเปลี่ยนแปลง
4.
มนุษย์มีพลังและความรับผิดชอบที่จะเปลี่ยนแปลง
ขณะที่เรายืนยันว่ามนุษย์สามารถเปลี่ยนแปลงได้นั้น
ก็มีพลังซ่อนเร้นอยู่ในมนุษย์แต่ละคนที่จะสามารถทำเช่นนั้นได้
งานของผู้ให้คำปรึกษาคือการดึงเอาสิ่งนี้ออกมาจากคนคนนั้น อย่างไรก็ตาม
ความรับผิดชอบสูงสุดขึ้นอยู่กับบุคคลคนนั้นว่าเขาต้องการการเปลี่ยนแปลงหรือไม่
ไม่มีใครสามารถเปลี่ยนแปลงเขาได้ถ้าเขาไม่อนุญาติหรือให้ความร่วมมือ
5.
ไม่มีวิธีการที่ตายตัวในการช่วยเหลือมนุษย์ การให้คำปรึกษาต้องการวิธีการและเทคนิคที่หลากหลาย
แทบเป็นไปไม่ได้เลยที่จะคิดถึงวิธีการให้คำปรึกษาซึ่งมีเขียนไว้เป็นคู่มือหรือตำรา
6.
บุคลิกภาพของผู้ให้คำปรึกษาเป็นปัจจัยสำคัญในการให้คำปรึกษา อย่างที่เราได้สังเกตก่อนหน้านี้แล้วว่า
การให้คำปรึกษาเป็นความสัมพันธ์ชนิดหนึ่ง และความสัมพันธ์นี้เองที่เป็นกุญแจไขไปสู่การให้คำปรึกษา
ระดับของการให้คำปรึกษา
โดยพื้นฐานแล้วการให้คำปรึกษามีอยู่สองระดับ
นั่นคือระดับมืออาชีพกับระดับมิใช่มืออาชีพ/ผู้ช่วย
สิ่งที่ทำกันส่วนมากในประเทศสิงคโปร์โดยผู้คนหลากหลายกลุ่มนั้นอยู่ในระดับมิใช่มืออาชีพ
ในจำนวนผู้ให้คำปรึกษาที่มิใช่มืออาชีพเหล่านี้ หลายคนผ่านการฝึกอบรม
และโปรแกรมการฝึกอบรมเหล่านี้ก็มีมาตรฐานดีพอสมควร ตามปกติแล้ว
ผู้ให้คำปรึกษาเหล่านี้เสนอประเภทของการให้คำปรึกษาที่ไม่เป็นทางการ
ในระยะเวลาอันสั้น ในยามวิกฤติ หรือการแก้ปัญหา
บางคนอาจจะมีความชำนาญที่จะให้คำปรึกษามากกว่านั้นหลังจากมีประสบการณ์มานาน
แม้ว่าสถานการณ์ที่ยากลำบากจะต้องการการส่งต่อไปให้คนอื่น
อีกระดับหนึ่งของการให้คำปรึกษาคือการให้คำปรึกษาแบบมืออาชีพ
ซึ่งผู้ให้คำปรึกษาเป็นมืออาชีพที่ได้รับการอบรม
คนเหล่านี้ได้ผ่านการอบรมหลักสูตรมืออาชีพมาแล้วเช่นนักจิตวิทยา นักสังคมสงเคราะห์
หรือจิตแพทย์ การฝึกฝนอบรมนั้นจัดขึ้นในระดับมหาวิทยาลัย
พร้อมกับการเน้นย้ำภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติเพื่อช่วยเหลือผู้คนที่มีปัญหา
ตามปกติแล้ว
นักจิตวิทยาและจิตแพทย์จะทำงานอยู่ในหน่วยงานสุขภาพจิตของรัฐบาล
แต่ก็มีจิตแพทย์อยู่จำนวนหนึ่งที่ทำงานในภาคเอกชน
มืออาชีพเหล่านี้รวมทั้งนักสังคมสงเคราะห์จัดการกับปัญหาทางจิตและอารมณ์ของผู้คนในระดับที่ลึกกว่า
จิตแพทย์เป็นบุคลากรทางการแพทย์ที่จะใช้วิธีการทางการแพทย์และการใช้ยาในการช่วยเหลือผู้คน
สรุป
การบริการให้คำปรึกษาหลากหลายประเภทแนะนำว่า
มีความพยายามที่ชัดเจนแน่นอนในการจัดการกับคนที่มีปัญหา
มีความต้องการที่จะสนองตอบต่อความต้องการการบริการให้คำปรึกษา พร้อมๆ
กับสิ่งนี้คือความต้องการที่จะทำการประเมินอย่างระมัดระวังว่า
ระดับใดของการให้คำปรึกษาที่เป็นที่ต้องการ
ทั้งนี้เนื่องจากบางครั้งมีความจำเป็นที่ต้องให้คำปรึกษาในระดับมืออาชีพ
งานให้คำปรึกษาคือการให้โอกาส
ผู้รับคำปรึกษาที่จะสำรวจ
ค้นพบ และทำให้วิธีดำเนินชีวิตกระจ่างชัดและอุดมสมบูรณ์
อีกทั้งมุ่งไปสู่การมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น
จากสมาคมการให้คำปรึกษาแห่งประเทศอังกฤษ
สิ่งที่จำเป็นต้องรู้
1.
ฉันคือใคร
2.
จุดอ่อนและจุดแข็งของฉันคืออะไร
3.
ฉันต้องการอะไร
4.
สิ่งที่ฉันต้องนำเสนอต่อคนอื่นคืออะไร
วิธีการพื้นฐานในการช่วยเหลือ
|
|
|
|
ไม่รวมผู้เข้ารับคำปรึกษา |
|
|
|
|
|
การเล่าเรื่อง |
|
|
|
การพลิกแพลงหรือบิดเบือน |
|
|
|
|
|
|
|
|
จุดศูนย์กลางอยู่ที่ผู้รับคำปรึกษา |
|
|
การให้คำแนะนำ |
|
|
|
การให้คำปรึกษา |
|
|
|
|
|
รวมผู้เข้ารับคำปรึกษา |
|
|
|
สี่วิธีพื้นฐานในการช่วยเหลือ:
1.
การเล่าเรื่อง
2.
การแนะนำ
3.
การพลิกแพลงหรือบิดเบือน
4.
การให้คำปรึกษา