การสัมมนาศิษยาภิบาลแห่งหน่วยงานมิสชั่นเมทอดิสต์ในประเทศไทย

วันอังคารที่ 7 มิถุนายน ค.. 2005

 

การอบรมด้านการอภิบาลศิษย์

 

 

วันอังคารที่ 7 มิถุนายน ค.. 2005

0900

นมัสการ

0930

การอธิษฐานส่วนตัวในชีวิตศิษยาภิบาล

โดย ศาสนาจารย์วี บุน ฮัป

1030

พักรับประทานอาหารว่าง

1100

พันธกิจการอธิษฐานในคริสตจักร

โดย ศาสนาจารย์วี บุน ฮัป

1230

พักรับประทานอาหารกลางวัน

1400

การอบรมด้านการอภิบาลศิษย์ในการดูแลและให้คำปรึกษา ตอนที่ 1

โดย แดนนี อึ๊ง

1500

พักรับประทานอาหารว่าง

1530-1700

การอบรมด้านการอภิบาลศิษย์ในการดูแลและให้คำปรึกษา ตอนที่ 2

โดย แดนนี อึ๊ง

 

ศาสนาจารย์วี บุน ฮัป

ประธานสภาภาคภาษาอังกฤษ (วาระปัจจุบัน)

   สหคริสตจักรเมทอดิสต์แห่งประเทศสิงคโปร์

 

มิสเตอร์แดนนี อึ๊ง

ประธานหน่วยงานให้คำปรึกษาคริสเตียนแบบ

   องค์รวมแห่งเอเชีย

นักจิตวิทยาที่ปรึกษาแห่งศูนย์ให้คำปรึกษา

   แรฟเฟิลส์ โรงพยาบาลแรฟเฟิลส์ ประเทศสิงคโปร์

ผู้ก่อตั้งหน่วยงาน Family Connexion

 


การอบรมด้านการดูแลและให้คำปรึกษา

 

รากฐานที่สำคัญ

1.1         ศาสนศาสตร์ส่วนตัวในเรื่องการทนทุกข์

1.2         ระดับของความช่วยเหลือ

 

ความรู้เบื้องต้นสู่การให้การดูแล

2.1         การทรงเรียกเพื่อให้การดูแล

2.2         ผู้ให้การดูแลคือใคร

2.3         ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับการให้การดูแล

2.4         ลักษณะนิสัยของผู้ให้การดูแล

 

ระเบียบวินัยพิเศษของผู้ให้การดูแลแบบคริสเตียน

3.1         การให้การดูแลแบบคริสเตียนคืออะไร

3.2         การทำงานของพระวิญญาณบริสุทธิ์ในการให้การดูแล

3.3         การใช้การอธิษฐานในการให้การดูแล

 

พลังขับเคลื่อนในการให้การดูแล

4.1         เป้าหมายในการให้การดูแล

4.2         การดูแลแบบองค์รวม

4.3         ลักษณะของการให้การดูแล

                                    คือสิ่งใด

                        มิใช่สิ่งใด

4.4         ทัศนคติของการให้การดูแล

4.5         หลุมพรางของการให้การดูแล

 

ประเด็นต่างๆ ในการให้การดูแล

5.1        การยึดมั่นที่จะเป็นผู้ให้การดูแลที่สมบูรณ์

5.2        การให้คำมั่นที่จะดูแล (ห่วงใยเพียงพอที่จะสำแดงความห่วงใย: แบบฝึกหัดส่วนตัว)

 

กรณีพิเศษ

6.1         การให้คำปรึกษาในยามวิกฤติ

6.2        การเยี่ยมเยียนตามโรงพยาบาล

6.3        ความทุกข์โศกเนื่องจากการเสียชีวิตของบุคคลอันเป็นที่รัก

1                        รากฐานที่สำคัญ

 

1.1                  ศาสนศาสตร์ส่วนตัวในเรื่องการทนทุกข์

 

1.1.1           พื้นฐานของการทนทุกข์ (ยอห์น 9:1 B 3)

1.1.2           กระบวนการของการทนทุกข์

1.1.3           การตอบสนองของเราต่อการทนทุกข์ (ยากอบ 1:2-4; 1 เปโตร 4:12-19)

 

1.2                  ระดับของความช่วยเหลือ

 

1.2.1           การสามัคคีธรรม

                        เครือข่ายหลากหลาย

                        สิ่งแวดล้อมร่วม

                        การมองออกไปภายนอก

                        การมีจุดศูนย์กลางอยู่ที่กิจกรรม

1.2.2           การผูกมิตร

                        เสริมสร้างการหนุนใจซึ่งกันและกัน โดยพุ่งจุดศูนย์กลางไปที่กิจกรรมและคริสตจักรให้มากขึ้น

1.2.3           การกลับคืนสู่สภาพเดิม

                        ไม่ได้เป็นสิ่งสำคัญในการแก้ไขปัญหา

            ทำให้ผู้ได้รับการซ่อมสร้างมั่นคง เพื่อส่งเสริมการเติบโตและความสามารถในการกลับสู่สภาพเดิม

                        การกำหนดทิศทางความสัมพันธ์: ผู้ให้การดูแลสนับสนุนบุคคลนั้น

1.2.4           การให้คำปรึกษาในยามวิกฤติ

                        การแก้ปัญหา

                        ระยะเวลาที่กำหนด

                        การซ่อมสร้างบุคคล

                        การกำหนดแนวทางความสัมพันธ์: ผู้ให้คำปรึกษาสนับสนุนผู้รับคำปรึกษา


2                        ความรู้เบื้องตนสู่การให้การดูแล

 

2.1                  การทรงเรียกเพื่อให้การดูแล

 

2.1.1           การดูแลเป็นพระบัญชา (ยอห์น 13:34-35)

2.1.2           เราต้องดูแลเอาใจใส่ทุกคน (ลูกา 10:25-37)

2.1.3           การดูแลเอาใจใส่เป็นแผนการของพระเจ้าเพื่อสนองตอบต่อความต้องการของผู้อื่น (กาลาเทีย 6:2,10)

2.1.4           การดูแลเอาใจใส่เป็นงานที่คุ้มค่าและสร้างความพึงพอใจ (มัทธิว 10:42; กาลาเทีย 6:9)

2.1.5             การดูแลเอาใจใส่เป็นหลักคำสอนของคริสต์ศาสนา (ยากอบ 13:34-35-1? เธสะโลนิกา 2:7-8)

 

2.2                  ผู้ให้การดูแลคือใคร

 

2.2.1           ความรักต่อผู้อื่นเป็นการแสดงออกของความรอดของเรา

2.2.2           ความรักต้องแสดงออกเป็นการกระทำ (เอเฟซัส 4:14-16)

2.2.3           ความรักเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของเรา (ฮีบรู 3:13)

 

2.3                  ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับการให้การดูแล

 

2.3.1           ผู้ให้การดูแลมีความสามารถพิเศษ

2.3.2           ฉันรู้สึกว่าไม่มีคุณสมบัติเพียงพอเพราะการให้การดูแลเป็นงานของผู้ที่มีประสบการณ์

2.3.3           ฉันรับผิดชอบในการทำให้บุคคลผู้นั้นดี/ดีขึ้น (1 โครินธ์ 3:6,7)

2.3.4           เราต้องสำนึกว่าตัวเราเป็นผู้ให้การดูแล (carers) มิใช่ผู้บำบัดรักษา (curers)       

 

2.4                  ลักษณะนิสัยของผู้ให้การดูแล

 

2.4.1           มีชีวิตที่อุทิศถวายอย่างเหมาะสมและสม่ำเสมอ

                        อธิษฐานอยู่เสมอ (ยากอบ 5:13-18)

                        พึ่งพาพระวิญญาณบริสุทธิ์ (ยอห์น 16:13-15)

                        อยู่ภายใต้สิทธิอำนาจของพระคัมภีร์ (สดุดี 19:7-10; 119:97-105)

2.4.2           อดทนและยอมรับ (อิสยาห์ 50:4-5)

2.4.3           เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่และมีใจต้อนรับขับสู้ (2 เปโตร 4:7-11)


2.4.4           เป็นนักหนุนใจ (ฮีบรู 10:19-25)

2.4.5           มองสิ่งต่างๆ ตามความเป็นจริง (อพยพ 18:13-24)

2.4.6           เป็นผู้ฟังที่ดี (อิสยาห์ 50:4-5)

 

3         ระเบียบวินัยพิเศษของผู้ให้การดูแลแบบคริสเตียน

 

3.1         การให้การดูแลแบบคริสเตียนคืออะไร

 

3.1.1           ต้องกระทำโดยคริสเตียน

3.1.2           เป็นการให้การดูแลที่มีพระคริสต์เป็นศูนย์กลาง ซึ่งตั้งอยู่บนพื้นฐานของ

ก.        คำสอนจากพระคัมภีร์

ข.        การอธิษฐาน

ค.        การพึ่งพาพระวิญญาณบริสุทธิ์

 

คำนิยาม:

ลักษณะพื้นฐานของการให้คำปรึกษาแบบคริสเตียน คือการจัดหาความบรรเทาและ/หรือทางออกให้แก่บุคคลที่อาจจะต้องการคำปรึกษา อีกทั้งนำบุคคลนั้นให้ก้าวขึ้นไปอีกขั้นหนึ่ง ไปสู่ความรู้ถึงความเป็นจริงแห่งความรักและพระคุณของพระเจ้า

-          อึ๊ง (1991) –

 

3.1.3           วิธีการทางจิตวิทยาเริ่มเข้ามาเป็นที่นิยมเมื่อไร

 

           เงื่อนไขสี่ประการของการให้การดูแล

 

3.1.3.1     ทัศนะที่มิใช่คริสเตียน

 

การสันนิษฐานด้านญาณวิทยา (epistemological assumption) ที่ว่าเหตุผลของมนุษย์เป็นแหล่งสูงสุดของความจริงทั้งมวล

 

ผู้ให้การดูแลสันนิษฐานว่าทักษะต่างๆ ก่อให้เกิดวิกฤติต่อการช่วยเหลือ อีกทั้งเน้นย้ำในเรื่องเทคนิคมากกว่าการเปิดเผยและการรักษาจากพระเจ้า

 


3.1.3.2     ทัศนะที่เน้นด้านจิตวิญญาณ

 

การเปิดเผยแทนที่เหตุผล และบางทีก็อาจจะตรงข้ามกับเหตุผล

 

ทึกทักว่าความไม่สงบทางอารมณ์ทั้งมวลเป็นผลมาจากการฝ่าฝืนหลักการในพระคัมภีร์

 

3.1.3.3     ทัศนะแบบคู่ขนาน

 

ยอมรับทักษะของมนุษย์และการเปิดเผยจากพระเจ้าว่าเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับการให้คำปรึกษา

 

ยึดมั่นกับจุดยืนของคริสเตียน และใช้ประโยชน์จากการค้นพบทางจิตวิทยา

 

อย่างไรก็ตาม พวกเขาแยกกลวิธีทางจิตวิทยาและพระคัมภีร์ออกจากกัน

 

“การเปิดเผยไม่เคยถูกย่อขนาด/ลดรูปลงเป็นเพียงเหตุผล หรือเหตุผลก็ไม่สามารถถูกย่อขนาด/ลดรูปลงเป็นการเปิดเผย พระเจ้าทรงประสงค์การเชื่อฟังต่อทั้งเหตุผลและการเปิดเผย” (คาร์เตอร์, 1977)

 

3.1.3.4     ทัศนะแบบผสม

 

ผสมผสานพระคัมภีร์กับจิตวิทยา

พระเจ้าทรงเป็นผู้สร้างสรรค์การเปิดเผยและเหตุผล